60 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ หลังเสียงปืน : จุดปะทะทางสังคมและความทรงจำของเรา

60 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ หลังเสียงปืน : จุดปะทะทางสังคมและความทรงจำของเรา

เมธา มาสขาว เลขาธิการสถาบันจิตร ภูมิศักดิ์

ครบรอบวันเสียชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ 5 พฤษภาคม 2509 ณ ที่เขาตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน อีกนาน อีกนาน และอีกนาน, ชายหนุ่มที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น “ปัญญาชนปฏิวัติ” คนสำคัญของสยามเขตประเทศไทย เพราะเป็นทั้งนักคิด-นักเขียน นักประวัติศาสตร์ และนักปฏิวัติ ในคนเดียวกัน

เขาจากไปในวัย 36 ปี หลังทิ้งผลงานเขียนทางวิชาการ ประวัติศาสตร์และศิลปะวรรณกรรมไว้มากมายเกินคณานับ ตามที่ตั้งปณิธานต้องการเป็นราชบัณฑิต แต่หลังจากชะตากรรมหลังเสียงปืนและการปะทะของสังคมไทยในสมรภูมิการเมืองต่างอุดมการณ์ เขาถูกยิงที่ชายป่าหมู่บ้านหนองกุง ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร หลังลงจากภูเขาแล้วเข้าผิดบ้านเพื่อไปลำเลียงขอเสบียงอาหารส่งให้มิตรสหายร่วมรบบนภูสูง วันนั้นบัณฑิตอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้นี้ ถูกกำนันซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันไล่ยิงจนเสียชีวิตอยู่ริมชายป่าในเวลาห้วงนั้นเอง

ทิ้งไว้แต่เพียงการจดจำภายหลังถึงภารกิจประวัติศาสตร์ของเขาและผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่ามากมายจากผู้คนร่วมสมัย และชีวประวัติอันยิ่งใหญ่ที่สอดคล้องกับธุระของชีวิตภารกิจทางสังคมที่เขาแบกรับ หนังสือที่เขาเขียนมากมายหลายเล่มกลายเป็น 1 ใน 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามโครงการวิจัยเพื่อคัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็น “บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์”, “โฉมหน้าศักดินาไทย” หรือกระทั่งหนังสือที่ว่ากันว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดของจิตร ภูมิศักดิ์ เรื่อง “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ” หนังสือที่ถูกยกย่องว่า วิทยานิพนธ์ในโลกเกี่ยวกับภาษาไทยไม่มีที่ใดดีเท่านี้มาก่อน..

ชีวิตอันมีภาระหน้าที่ของจิตร ภูมิศักดิ์ นั้น โลดแล่นหวาดเสียวมาแต่เยาว์ ด้วยความคิดที่ก้าวหน้า ตั้งคำถามและใฝ่หาคำตอบ เขาเคยสอบวิชาภาษาไทยได้ถึง 100 คะแนนเต็มจนพระยาอนุมานราชธน ครูผู้สอนต้องหักออก 3 คะแนน เพราะกลัวเขาจะเหลิง ในวัย 23 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกนิสิตวิศวกรรมศาสตร์รุมทำร้ายโดยการจับ “โยนบก” กลางหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะทำหน้าที่สาราณียกรให้กับหนังสือประจำปีของมหาวิทยาลัย และเปลี่ยนแปลงเนื้อหาประเพณีนิยมแบบเก่าๆ เป็นบทความที่สะท้อนปัญหาสังคมมากขึ้น

หลังจากนั้นในปี 2497 จิตรไปเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทย ที่โรงเรียนเอกชน ก่อนจะไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ไทยใหม่ กับสุภา ศิริมานนท์ และรู้จักกับทองใบ ทองเปาด์ รวมถึงเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และโรงเรียนกวดวิชา รวมถึงคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

ต่อมาในวันที่ 21 ตุลาคม 2501 เขาถูกเผด็จการทหารโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับกุมคุมขังเป็นนักโทษการเมืองถึง 6 ปีในคุกลาดยาว ในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในและภายนอกราชอาณาจักร และกระทำการเป็นคอมมิวนิสต์ อันเป็นข้อหายอดฮิตของนักศึกษาปัญญาชนในยุคนั้นหลายคน และในพันธนาการนี้เอง เขาได้ใช้เวลาผลิตผลงานที่มีคุณค่าไว้มากมาย

ภายหลังได้รับการปลดปล่อยและพ้นข้อกล่าวหาในวันที่ 30 ธันวาคม 2507 จิตร ภูมิศักดิ์ นำแฟ้มงานเขียนเรื่อง “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ” ฝากไว้กับ สุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์คนสำคัญของเมืองไทย ให้ช่วยเก็บรักษาต้นฉบับและช่วยจัดพิมพ์ให้เมื่อมีโอกาส หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม 2508 หลังเหตุการณ์เสียงปืนแตกได้ไม่นาน จิตร ภูมิศักดิ์ จึงตัดสินใจเดินทางเข้าเขตป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ใช้ชีวิตปัญญาชนปฏิวัตินับแต่นั้นมา ต้นฉบับดังกล่าวถูกเก็บรักษาไว้โดยใส่กล่องฝังดินไว้ในสวนฝั่งธนบุรี และถูกขุดขึ้นมาจัดพิมพ์อีกครั้งในปี 2519 ก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาคมไม่นาน

สุภา ศิริมานนท์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เคยพูดถึง จิตร ภูมิศักดิ์ ว่า “ตลอดเวลาหลายปีที่ได้รู้จักกันจนกระทั่งเขาจากไป จิตร ภูมิศักดิ์ มีความสำนึกที่หนักแน่นที่สุดอันหนึ่งที่ว่า เขามีภาระธุระ หรือภารกิจทางประวัติศาสตร์ ที่จะต้องทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์ส่วนใหญ่ ต้องทำให้เพื่อนมนุษย์ส่วนใหญ่มีความเจริญก้าวหน้า มีสถาพรภาพ มีความเป็นธรรมในสังคมโดยถ้วนหน้า เขาจึงได้ต่อสู้ตลอดมา เขาได้เคยทดลองต่อสู้ตามแนวที่บัณฑิตทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีรุ่นเก่าได้เคยทำมาแล้ว” 

“และในที่สุดเขาก็พบวิธีการตามแนววัตถุนิยมประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักและเงื่อนไขที่ให้ความสว่างไสวแก่ภูมิปัญญาของเขาอย่างแจ่มชัดที่สุด และเขาได้ยอมรับเชื่ออย่างฝังลึก เนื่องจากมันเป็นหลักและเงื่อนไขซึ่งเกาะแน่นอยู่กับประชาชน”

การที่เขาเป็นทั้งนักทฤษฎีและนักปฏิบัติในตัวเอง และเสียสละภายใต้อุดมการณ์ที่ถือเป็นภาระหน้าที่นี้เอง ทำให้ชื่อเสียงของเขาได้รับการยกย่องนับถืออย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มีการพิมพ์หนังสือของเขาเผยแพร่ซ้ำอย่างมากมายกว้างขวางอีกครั้ง ภายใต้การจัดพิมพ์ของชมรมองค์การในขบวนการนิสิตนักศึกษาไทย และสำนักพิมพ์ในจัดตั้งของ พคท. ทำให้ชื่อของเขาประทับในใจของคนหนุ่มสาวมากมายในยุคนั้น ไม่ต่างจากการชื่นชมนับถือวีรบุรุษนักปฏิวัติของคนหนุ่มสาวทั่วโลกอย่าง “เช เกบารา” แต่อย่างใด

ว่ากันว่า หากในโลกนี้ ประเทศจีนมียอดกวีชื่อ “หลู่ซิ่น” รัสเซียมี “แมกซิม กอร์กี” ประเทศไทยก็มี “จิตร ภูมิศักดิ์” ให้นับถือคารวะไม่น้อยหน้ากัน ทั้งสามคนเป็นนักคิดนักเขียน และยังเป็นนักปฏิวัติที่ยอมค้อมหัวเป็นงัวงานอุทิศความรู้รับใช้สังคมจนวาระสุดท้ายของชีวิต ภายใต้เข็มทิศที่เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์

นั่นทำให้ความตายของจิตร ภูมิศักดิ์ อาจตายจากไปในประวัติศาสตร์ทั่วไปของประเทศไทย ของคนที่ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยตายจากไปจากประวัติศาสตร์ของประชาชนและประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางสังคม จากผู้ใฝ่หาเรียนรู้ผลงานและชีวิตของเขาในฐานะต่างๆ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

 

          จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะนักคิด นักเขียน

ผลงานวรรณกรรมเพื่อชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์ มีมากมายหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น นวนิยายเรื่องขวัญเมือง, ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน, ชีวิตและศิลปะ, งานแปลความเรียงว่าด้วยศาสนา, ว่าด้วยงานศิลปะวรรณคดี, เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน, บทวิเคราะห์มรดกวรรณคดีไทย, นิราศหนองคายวรรณคดีที่ถูกสั่งเผา, บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม, ความอบอุ่นอันอ่อนหวาน, กรณี ‘โยนบก’ 23 ตุลา, พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี, ความใฝ่ฝันแสนงาม หลุมฝังศพของดนตรีไทย นอกจากนี้ยังมีบทเพลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลงภูพานปฏิวัติ มาร์ชเยาวชนไทย มาร์ชกรรมกร เปิบข้าว ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ชิงชัย  แสงดาวแห่งศรัทธา ทะเลชีวิต ฯลฯ และบทกวีที่โดดเด่นอีกมากมาย รวมถึงงานแปลหนังสือชื่อดังอย่าง คนขี่เสือ, โคทาน, แม่ และคาร์ล มาร์กซ เป็นต้น

งานเขียนที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของจิตรคือ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ชิ้นนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์ในประเทศไทย และถูกนำมาศึกษาอย่างกว้างขวางทั้งในแวดวงวิชาการและการเมือง

ส่วนหนังสือ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ภายใต้นามปากกา ทีปกร เปรียบเสมือนแถลงการณ์(Manifesto) ทางศิลปะที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดเรื่องเทคนิคการวาดภาพหรือการเขียนบทกวี แต่พูดถึง “หน้าที่และจิตวิญญาณ” ของศิลปะที่มีต่อสังคม

จิตรชี้ให้เห็นความขัดแย้งของแนวคิด 2 กระแสหลัก คือ 1.ศิลปะเพื่อศิลปะ (Art for Art’s Sake) เป็นแนวคิดที่เชื่อว่าความงามเป็นเป้าหมายสูงสุด ศิลปินมีอิสระที่จะสร้างงานตามอารมณ์ส่วนตัว ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม จิตรวิจารณ์ว่านี่คือศิลปะของชนชั้นสูงหรือพวก “หอคอยงาช้าง” ที่มักใช้เพื่อการมอมเมาหรือหลีกหนีความเป็นจริง 2.ศิลปะเพื่อชีวิต (Art for Life) คือแนวคิดที่จิตรสนับสนุนโดยเชื่อว่าศิลปะต้องมีรากฐานมาจากความจริงของชีวิต และมีเป้าหมายเพื่อยกระดับชีวิตของมหาชนให้ดีขึ้น

สำหรับจิตร ศิลปะไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยมาจากฟ้า แต่ศิลปะคือ “ผลผลิตของสังคม” ศิลปะเกิดจากการหยิบยืมวัตถุดิบมาจากชีวิตของประชาชน ศิลปะที่แท้จริงต้องสะท้อนภาพการกดขี่ การต่อสู้ และความหวังของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกรรมกรและชาวนา ศิลปะต้องเป็นเครื่องมือในการสร้างปัญญา ไม่ใช่สร้างความเพลิดเพลินที่ไร้สาระไปวันๆ นอกจากนี้เขายังมองว่า ศิลปะมีฐานะเป็นอาวุธ (Art as a Weapon) ชนิดหนึ่ง ในสังคมที่มีการกดขี่ ศิลปะไม่มีความเป็นกลาง ถ้าศิลปะไม่รับใช้ผู้ถูกกดขี่ มันก็กำลังรับใช้ผู้กดขี่โดยปริยาย ศิลปะจึงต้องทำหน้าที่เป็นอาวุธทางความคิด ในฐานะคนงานทางวัฒนธรรม เพื่อปลุกระดมให้ประชาชนตื่นตัว และกล้าลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม แนวคิดนี้ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของขบวนการ  “ศิลปะเพื่อชีวิต” ในช่วงทศวรรษที่ 2510 ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งเพลงเพื่อชีวิต บทกวี และภาพเขียนที่มุ่งเน้นการสะท้อนปัญหาสังคมมาจนถึงทุกวันนี้

 

          จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์

จิตรสนใจประวัติศาสตร์ความเป็นมาของความเป็นไทยและสยามอย่างมาก ทั้งจากการเรียนรู้ยังมีความสามารถในด้านภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์อย่างยิ่ง ในด้านภาษาศาสตร์นั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศส ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต และภาษาเขมร ทั้งภาษาเขมรปัจจุบันและภาษาเขมรโบราณด้วย หนังสือเรื่อง “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติของเขา” ได้รับยกย่องเป็น หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ผลงานของจิตรที่เกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ยังมีอีกหลายเล่ม อาทิ การปฏิวัติในฝรั่งเศส, ตำนานนครวัด (2498-2499), โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา (2505), ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย ภาษาและนิรุกติศาสตร์, โฉมหน้าศักดินาไทย และบทวิเคราะห์วรรณกรรมยุคศักดินา เป็นต้น

จิตรสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็นอัญมณีทางวิชาการด้านนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์สังคมที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งของไทย เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นขณะถูกคุมขังด้วยข้อหาทางการเมือง โดยใช้การวิเคราะห์รากศัพท์ภาษาต่างๆ  มากะเทาะเปลือกประวัติศาสตร์กระแสหลัก เพื่อหาความหมายที่แท้จริงของชื่อชนชาติในอุษาคเนย์ และเห็นว่า คำว่า “สยาม” มีรากเหง้ามาจากคำว่า “ซาม” หรือ “เซียม” ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งมีความหมายสัมพันธ์กับคำว่า “ซำ” หรือที่ราบลุ่มที่มีน้ำซับ คำนี้ถูกชนชาติอื่น เช่น ขอม, จาม, พม่า ใช้เรียกกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำโขง ไม่ได้มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตที่แปลว่า “ทอง” หรือ “สีดำ/คล้ำ” และคำว่าสยามปรากฏในจารึกปราสาทนครวัด (สยำ กุก) และเอกสารจีน (เสียน) มานานก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยา

จิตรศึกษาคำว่าไทยไม่ได้แปลว่าอิสระ แต่แปลว่า “คน” ในภาษาตระกูลไท-กะไดเดิม ความหมายที่แปลว่าอิสระ เป็นความหมายที่เกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อโครงสร้างสังคมเปลี่ยนไปสู่ระบบศักดินา เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่าง “ไท”  กับพวกไพร่/ทาสในระบอบเดิม การเติม “ย” (ไทย) เข้าไปเป็นการดัดแปลงรูปคำให้ดูคล้ายภาษาบาลี-สันสกฤตในภายหลังเพื่อให้ดูสูงขึ้น

นอกจากนี้ จิตรศึกษาคำว่า “ขอม” นี่คือส่วนที่แหกคอกและน่าสนใจที่สุดในยุคนั้น ข้อสรุปของจิตร “ขอม” ไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ (Ethnicity) แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรมและชนชั้น เขาเห็นว่า คนที่ถูกเรียกว่าขอมคือกลุ่มคนที่รับเอาอารยธรรมฮินดู-พุทธ และภาษาบาลี-สันสกฤตมาใช้ในการปกครอง โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มแม่น้ำโขง ดังนั้น “คนไทย” ที่รับวัฒนธรรมแบบนี้ในสมัยนั้นก็อาจถูกเรียกว่า “ขอม” ได้ในแง่ของสถานะทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งต่างจาก “เขมร” ที่เป็นชื่อชาติพันธุ์

หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือ ลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ จิตรไม่ได้แค่อยากหาที่มาของคำ แต่เขาต้องการแสดงให้เห็นว่า “ชื่อเรียกชนชาติเปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการของสังคม” จากเผ่าพันธุ์สู่รัฐ ชื่อเรียกที่เคยหมายถึงคนในระดับเผ่าพันธุ์ เช่น ไท, ลาว ค่อยๆ ถูกแปรรูปไปเป็นคำที่แสดงถึง “ชนชั้น” ” เช่น ไท = อิสระชน, ขอม = ชนชั้นปกครองที่เจริญทางวัฒนธรรม เป็นต้น การที่ชนชาติหนึ่งเรียกอีกชนชาติหนึ่งด้วยชื่อใดชื่อหนึ่ง มักแฝงไปด้วยนัยยะทางอำนาจ การเหยียดหยาม หรือการจัดลำดับความสัมพันธ์ทางการเมือง เขาใช้ “ภาษา” เป็นเครื่องมือขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติบริสุทธิ์ที่อพยพมาจากไหนไกลๆ แต่เป็นการหลอมรวมกันของกลุ่มคนที่ถูกนิยามชื่อเรียกขึ้นใหม่ตาม “อำนาจ” และ “โครงสร้างสังคม” ในแต่ละยุคสมัย

 

          จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะปัญญาชนนักปฏิวัติ

ท่ามกลางความขัดแย้งของประวัติศาสตร์โลกและผ่านความขัดแย้งทางอุดมการณ์นั้นในประเทศไทย ผ่านการต่อสู้ของขบวนการประชาชนและอำนาจรัฐเผด็จการที่นำโดยขุนศึกศักดินาและพญาอินทรี จิตรตัดสินใจเดินทางเข้าป่าจับอาวุธขึ้นสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในเดือนตุลาคม 2508 และเสียชีวิตในป่าเขาหลังจากนั้นเพียง 6-7 เดือน

ความจริงจิตรน่าจะใกล้ชิดกับพรรคปฏิวัติ ตั้งแต่เป็นนักคิดนักเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเข้าคุกลาดยาวแล้ว ตามที่เขาแปลหนังสือเรื่อง คาร์ล มาร์กซ และสนใจความคิดเรื่องการปฏิวัติและทฤษฎีประวัติศาสตร์วิภาษวิธีด้วย ผ่านความสนใจจากงานเขียนของรุ่นพี่หลายคน โดยเฉพาะ ศรีบูรพา, สุภา ศิริมานนท์, เปลื้อง วรรณศรี, นายผี อัศนี พลจันทร์ ฯลฯ และนำมาสื่อสารวิจารณ์วรรณกรรมผ่านแว่นสายตาทางชนชั้น บทความเรื่อง ไทยกึ่งเมืองขึ้น ของอรัญญญ์ พรหมชมภู เป็นแรงบันดาลใจให้จิตรเขียนหนังสือเรื่อง “โฉมหน้าศักดินาไทย” ในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นเสมือนการใช้ค้อนทุบกำแพงประวัติศาสตร์กระแสหลักเพื่อเปิดโปงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและชนชั้นไทย โดยใช้มุมมองแบบวัตถุนิยมวิภาษวิธีของมาร์กซิสต์มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องก้าวหน้าอย่างมากในสมัยนั้น เมื่อจิตรเห็นว่าประวัติศาสตร์คือวิวัฒนาการของสังคม ศักดินาคือ “ระบบการผลิต” ที่คนกลุ่มน้อยครอบครองปัจจัยการผลิตหลักคือที่ดินและใช้อำนาจทางการเมืองและกฎหมายบังคับขูดรีด “มูลค่าส่วนเกิน”  จากคนกลุ่มมาก (ไพร่และทาส) เป็นการกดขี่ผ่านระบบไพร่ทาส จิตรวิเคราะห์อย่างละเอียดว่าโครงสร้างสังคมไทยโบราณดำรงอยู่ได้ด้วยการบังคับและการเกณฑ์แรงงาน โดยมีร่องรอยแห่งการขัดขืนอยู่เต็มไปหมด

หลังเขาเสียชีวิตไปกว่า 7 ปี หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หนังสือเล่มนี้ได้กลับมากลายเป็น “คัมภีร์” เล่มสำคัญที่เปลี่ยนความคิดของนักศึกษาและปัญญาชนไทยไปตลอดกาล

หลังออกจากคุกการเมืองและอาศัยอยู่กับแม่และพี่สาวได้เพียง 8 เดือน พคท.ได้ติดต่อผ่าน มงคล ณ นคร ประธานองค์กรแนวร่วมเพื่อเอกราชแห่งชาติ ให้ส่งคนมาชวนให้เข้าป่าร่วมในขบวนการสงครามประชาชน จนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายน 2508 จิตรมาถึงที่ดงพระเจ้า อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยการดูแลของพรรคอย่างใกล้ชิด ธง แจ่มศรี มอบหมายให้ “สุวิทย์ เนียมสา” กรรมกรรถไฟมักกะสัน สมัยอยู่ดงพระเจ้าใช้ชื่อว่าสหายดาว ผู้นำฝ่ายทหารในทับเป็นผู้ดูแล ว่ากันว่าพรรคจะส่งจิตรผ่านทางไปต่างประเทศ แต่จิตรขอเรียนรู้อยู่กับมวลชนในเขตป่าเขาก่อนในนามสหายปรีชา

จากปัญญาชนหอคอยงาช้างที่จุฬาฯ เขากลายเป็นปัญญาชนก้าวหน้าที่เรียนรู้ปัญหาสังคม จนต่อมากลายเป็น “ปัญญาชนปฎิวัติ” ในที่สุด

แสดงความคิดเห็น