กสม.ชี้ 2โรงงานยางแท่งอุดรฯ เหม็นละเมิดสิทธิชุมชน

          กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ 2 โรงงานยางแท่งยักษ์ ต.หนองนาคำ ละเมิดสิทธิชุมชุนตามรัฐธรรมนูญ ร่อนหนังสือแนะผู้ว่า-อุตฯ-ทส.-การยาง แก้ไขด่วนใน 90 วัน พร้อมแนะโรงงานปิดตัวเองปรับปรุง ขณะทีมนายกตู่มีนัดฟัง “วิจัยฉบับชาวบ้าน” 8 พ.ค.นี้

          เร็ว ๆ นี้ นางกิตติชา ธานีเนียม หรือ “ครูเตี้ย” ข้าราชการครูบ้านจำปา ม.7 ต.หนองนาคำ อ.เมือง เปิดเผยว่า ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากกลิ่นเหม็นของโรงงานยางแท่งของ บ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) และ บ.วงษ์บัณฑิต จก. ติดต่อกันมากว่า 6 ปี กำลังมีความหวัง หลังจากชาวบ้านส่งตัวแทน “แต่งชุดไทยย้อนยุค” ไปร้องเรียนช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมา จ.หนองบัวลำภู ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)มีความเห็น และผู้ตรวจราชการพิเศษจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะมาติดตามข้อเท็จจริงในพื้นที่

          นางกิตติชา ธานีเนียม กล่าวว่า การร้องเรียนหน่วยงานในพื้นที่ ก็ไม่สามารถแก้ไขให้เด็ดขาดได้ ในปี 2559 ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีคณะอนุกรรมการเดินทางมาตรวจสอบหลายครั้ง จนปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รับแจ้งจากนายบุญเกื้อ สมนึก รองเลขาฯ กสม. ถึงผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ตามหนังสือรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชน ที่ 125/2561 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 ความยาว 11 หน้า ลงนามโดยนายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. และคณะกรรมการอีก 5 ท่าน

         กสม.มีความเห็นว่า โรงงานทั้งสองละเมิดสิทธิชุมชน พร้อมมีข้อเสนอและมาตรการ หรือแนวทางในการป้องกัน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงงานทั้งสอง คือ 1.จ.อุดรธานีควรบูรณาการ แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชน ได้รับผลกระทบยาวนานเหมือนที่ผ่านมา ภายใน 90 วัน , 2.กระทรวงอุตสาหกรรมควรดำเนินการ ระงับการขยายกำลังผลิต หรือการเดินเครื่องผลิต ส่วนที่ขยายโรงงานไว้ก่อน จนกว่าจะจัดทำระบบป้องกัน ตามเงื่อนไขอนุญาต ภายใน 90 วัน , กำกับดูแลโรงงานทั้งสอง ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจัดให้มีมาตรฐานยางดิบ และมาตรฐานโรงงานแปรรูปยางพารา ตลอดจนจัดทำนโยบายเร่งด่วน ให้เกษตรกรใช้กรดอินทรีย์แทนกรดซันฟิวริก

          3.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรจัดให้มีการตรวจสอบมลภาวะ จากโรงงานยางพาราในภาคอีสานต่อเนื่องสม่ำเสมอ ตามมาตรฐานตรวจสอบมลพิษ ในส่วนเกี่ยวข้องกันกลิ่นเหม็น กรดซัลฟิวริก ระบบบำบัดน้ำเสีย และมาตรฐานน้ำทิ้ง กรณี 2 โรงงานในอุดรธานี ต้องจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ผู้ก่อมลภาวะ ต้องชดใช้ความเสียหายจากการฟื้นฟู , 4.กระทรวงสาธารณสุข ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพ บำบัดรักษา ผู้ได้รับผลกระทบ อย่างเร่งด่วน และต่อเนื่อง

         5.การยางแห่งประเทศไทย ควรจัดให้มีมาตรการสนับสนุนหรือส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการรับซื้อยางจากเกษตรกร ใช้กรดอินทรีย์แทนกรดซันฟิวริก ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพเกษตรกร ลดผลกระทบต่อมลพิษในกระบวนการผลิต และช่วยให้ประเทศไทยผลิตยางมีคุณภาพ ไม่ปนเปื้อนกรดซันฟิวริก และ 6.โรงงานยางแท่งทั้ง 2 โรง ควรปรับปรุงระบบธรรมมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการระงับการดำเนินการของโรงงานโดยสมัครใจ และเปิดดำเนินการใหม่เมื่อได้รับการปรับปรุง ระบบผลิต กองยาง บำบัดน้ำเสีย กำจัดไอระเหย รวมถึงมีมาตรการชดเชยค่าเสียหาย เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

         นางกิตติชา ธานีเนียม กล่าวว่า ชาวบ้าน ต.หนองนาคำ ไม่ได้ออกมาประท้วงหรือกดดัน แต่พยายามเรียกร้องสิทธิตลอดมา โดยในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ ชาวบ้านเตรียมนำเสนอผลงาน “วิจัยฉบับชาวบ้าน” ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานยางแทง 2 โรงรวมกันใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันทำงาน 1 ปีเศษที่ผ่านมา ให้กับคณะผู้ตรวจราชการพิเศษจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หวังว่านอกจากชาว ต.หนองนาคำ จะได้รับการแก้ไขปัญหา แต่รวมทั้งชาวบ้านทั่วประเทศ ที่ต้องทนกลิ่นเหม็นอยู่เหมือนกันขณะนี้

         นางพาขวัญ กาจหาญ อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับเอกสารของคณะกรรมการฯ กรณีการร้องเรียนโรงงานยางแท่ง และทราบว่าได้ส่งข้อเสนอแนะให้หลายหน่วยงาน โดยกำหนดแนวทางเป็นข้อๆ ในส่วน สนง.อุตสาหกรรม จ.อุดรธานี ก็ได้ดำเนินการเร่งรัดแก้ไขปัญหาตลอดมา

__________

ขอบคุณภาพและข่าวจาก https://udon-today.com

Facebook Comments