ค้าชายแดนอีสาน 10 ปีโต 2 แสนล้าน ไตรมาสแรก 61 ขยายตัวร้อยละ 5.4

          แบงค์ชาติอีสานเผย การค้าชายแดนอีสาน 10 ปีเติบโต 2 แสนล้านบาท ไตรมาสแรก 61 ขยายตัวร้อยละ 5.4 มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท รายใหญ่รุกส่วนแบ่งตลาด จับตากระแสออนไลน์โอกาสและความท้าทาย

          นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผ่านด่านศุลกากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเติบโตต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุน 3 เรื่อง คือ 1.ความต้องการของประเทศคู่ค้ายังดีอยู่ 2.โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-ลาวทั้ง 3 แห่ง และถนน R8 R9 และ R12 เอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง และ 3.กฎระเบียบทางการค้าเป็นอุปสรรคน้อยลง ทำให้สินค้าผ่านแดนได้สะดวกขึ้น

          ถ้าดูมูลค่าการค้าชายแดนของไทยกับ สปป.ลาว จะเห็นว่า เคยอยู่แค่ประมาณ 50,000 ล้านบาท ในปี 2550 ผ่านไป 10 ปี เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว เป็น 200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาสแรกของปี 61 เอง มีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.4 หัวใจสำคัญเลยคือกำลังซื้อของประเทศเพื่อนบ้านที่สูงขึ้น โดยจะเห็นได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศโดยเฉลี่ยร้อยละ 6 และกระแสความนิยมในสินค้าไทย ซึ่งมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ

         บทบาทของผู้ประกอบการอีสานส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยความได้เปรียบ 3 ด้าน คือ ตำแหน่งที่ตั้งทำให้การส่งสินค้าไปยังฝั่งตรงข้ามค่อนข้างสะดวก มีต้นทุนต่ำ 2.เครือข่ายการค้า ที่ค้าขายกันมายาวนาน ประกอบกับบางทีก็เป็นเครือญาติกัน และสามข้อมูลเชิงพื้นที่ ก็จะมีความลึกซึ้งกว่า รู้ว่าความต้องการในตลาดคืออะไร มีทางเลือกในการขนส่งสินค้าได้หลายแบบ

         โครงสร้างทางการค้าของไทยกับสปป.ลาว พบว่า ร้อยละ 17 เป็นหมวดที่ผู้ประกอบการอีสานมีความได้เปรียบ และเข้าไปมีส่วนร่วมในการค้า ไม่ว่าจะเป็น เครื่องใช้ในครัวเรือน อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนที่เหลืออาจจะเข้าไปแข่งได้ยากเพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ และเหล็ก นายสมชายกล่าวและว่า

        ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ก็เริ่มจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะว่าจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้เข้าถึงการค้าชายแดนได้สะดวกและรวดเร็ว เห็นได้จากสัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อปี 2553 ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 60 ผ่านมาถึงปี 2560 ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถเข้ามาแบ่งสัดส่วนตรงนี้ไปถึงร้อยละ 54 แปลได้ว่าความได้เปรียบทั้ง 3 ด้านของผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มลดลง

         และเมื่อมองไปข้างหน้าปัจจัยสำคัญที่หนีไม่พ้นคือกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นว่าจากเดิมที่เคยมองว่าเราจะเป็นตัวกลางในการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ความสามารถเหล่านี้เริ่มน้อยลง ตอนนี้กระแสของออนไลน์เพิ่มขึ้น และมีการแข่งขันกันสูง ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะถ้าเราสามารถเกาะเกี่ยวไปสู่แพลตฟอร์มหรือเวทีใหม่ ๆ ก็จะทำให้การซื้อขายสะดวกรวดเร็วขึ้น และมีกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งกลุ่มผู้ค้าในลาว เวียดนาม และกัมพูชาเอง โครงสร้างประชากรคนหนุ่มสาวเยอะ เพราะฉะนั้นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำงานก็จะปรับตัวรับเทคโนโลยีได้เร็ว  นายสมชายกล่าวทิ้งท้าย

Facebook Comments