
บรรดาลูกหนี้ดูจะเบาใจ ที่เจ้าหนี้ ยังไม่ได้ฟ้องเพราะการผิดนัดชำระ เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาด ศาลท่านได้ชะลอการทำงาน เพื่อป้องกันโรคระบาด แต่เจ้าหนี้ทั้งหลาย ยังคงดำเนินการฟ้อง เพื่อรักษาคดีให้อยู่ในอายุความ คดีผู้บริโภคจึงอยู่ในสต็อค เป็นจำนวนมาก
คดีผู้บริโภค เป็นคดีแพ่ง ที่ลูกค้าไปใช้บริการผู้ประกอบการเช่น สืนเชื่อบ้าน, ที่ดิน, รถยนต์, ซื้อสินค้าแบบผ่อนส่งผ่านบัตรเครดิต, เงินกู้ผ่านบัตร, ค่าบริการต่างๆ เช่นค่าเน็ต, ค่าโทรศัพท์ ไฟฟ้า, ประปา คดีบริโภคคือคดีที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเรา
การฟ้องคดีผู้บริโภคทั้งประเทศ เดือนหนึ่งๆ จะมีประมาณ4-50,000 คดี ทำให้ห่วงโซของคดีเหล่านี้ มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย เช่น นักกฏกมายที่มารับทำคดีให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ มีบริษัทรับซื้อหนี้ และไปตามล่าลูกค้า ใครที่ขาดส่งงวดเกิน 3เดือนก็ต้องเข้าสู่ขบวนการฟ้องร้อง
สถาบันการเงิน นั่งทับหนี้ผู้บริโภคไว้ทุกค่าย การมีหนี้เสียหรือ NPL.สถาบันการเงิน ต้องเตรียมเงินสำรองประมาณ 25%ของหนี้ เป็นกติกาของธนาคารแห่งประเทศไทย
ระเบิดเวลาลูกนี้ มีผลกระทบต่อคน 3 กลุ่ม
1.กลุ่มลูกหนี้ คือประชาชนที่ไปบริโภค และมีภาระหนี้สินกับสถาบันการเงิน (ไม่รวมกลุ่มนอกระบบ)
2.กลุ่มเจ้าหนี้หรือผู้ประกอบการที่ให้สินเชื่อ เช่น ธนาคารไฟแนนซ์ ฯลฯ ในอดีตกลุ่มนี้ มีรายได้ดีมาก โดยเฉพาะรายได้จากค่าผิดนัดชำระ จะถูกสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยผิดนัดเต็มยอดที่ค้างชำระทั้งหมด และคิดเป็นดอกเบี้ยรายวันด้วย แต่กฏหมายใหม่ได้ห้ามคิดดอกเบี้ยแบบนี้แล้ว เพราะถือเป็นการเอาเปรียบลูกหนี้ ให้คิดได้เฉพาะค่างวดที่ค้างชำระในเดือนนั้นๆ เมื่อสถาบันฯมีรายได้น้อยลง จึงมีการขายหนี้เสียหรือ NPL.ให้บริษัททวงหนี้ไปไล่ล่ากันเอง สถาบันการเงินที่ไม่เข้มแข็งก็ต้องหาทางรวมตัวกัน เพื่อเตรียมรับศึกหลังโควิด
3.กลุ่มผู้ให้ความยุติธรรม ทั้งศาลแพ่ง ศาลแขวง และศาลจังหวัด ทนายความ รวมทั้งที่ปรึกษาด้านแก้ปัญหาหนี้ทั้งหลาย คงต้องทำงานกันหนักมาก
หลังโควิด ยังมีปัญหาให้รัฐบาลต้องแก้ไขอีกมาก ปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่ยังไม่มีใครพูดถึงมากนัก หลังโควิด เศรษฐกิจของประเทศจะไปทางไหน ยากที่คาดเดาจริงๆ
…………………….
โดย-ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
แสดงความคิดเห็น
