ข่อยบ่ยอม!!! ทวงคืนพื้นที่โบราณสถานพันปีห้วยแถลงโคราชโต้ไม่จบทายาทเจ้าของที่ดินร้องยันสิทธิ์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาจักราช นายแวว สืบค้าและนายสุข สืบค้า ทั้ง 2 คน เป็นลูกชายนายโพธิ์ สืบค้า ผู้รับมอบที่ดิน 20 ไร่ จากนางกลม คุยสูง แม่ยาย ที่ตั้งหมู่ 14 ต.หลุ่งตะเคียน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ในปัจจุบันเดินทางมายื่นเอกสารหลักฐานขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของนางสม ดอนสว่าง ได้ยื่นคำร้องขอออกโฉนดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 และได้รังวัดที่ดินวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565

นายแวว ลำดับเหตุการณ์ว่า หลังนายโพธิ์ เสียชีวิต ผู้แจ้งเป็นทายาทเป็นผู้รับให้ที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณะแต่ไม่ติดใจกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองที่ดินละแวกนั้นได้อุทิศให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อขุดลงไปในดินรอบโคกปราสาทจะพบของโบราณ เช่น หม้อ, ไหเป็นประจำ ผู้ปกครองท้องที่ร้องขอไม่ให้ผู้ทำกินละแวกดังกล่าวครอบครองจึงได้อาศัยทำกินเรื่อยมา ในปี 2537 กรมศิลปากรได้สำรวจเอกสารสิทธิ์เพื่อขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ผู้แจ้งทราบดีแต่ไม่คัดค้านเนื่องจากมีข้อตกลงกันตามเอกสาร ภ.ด.ส ครอบครองพื้นที่ 12 ไร่ 1 งาน 38 วา อ้างอิงใบเสร็จรับเงินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งแบบแสดงรายรายการที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลุ่งตะเคียนนางสาวบุญเหลือ ผาสุขสม ปลัด อบต.ฯ ลงนามในฐานะเจ้าพนักงานรัฐ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 นายสม ดอนสว่าง ได้ขอแบ่งซื้อสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตรโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์จำนวน 1 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ราคา 192,500 บาท ในสัญญาซื้อขายที่ทำที่วัดโคกปราสาทระบุชื่อนางสาวบุญเหลือ ผาสุขสม เป็นหนึ่งในพยาน ต่อมาได้ขายสิทธิ์ที่ดินเพื่อการเกษตรโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์แบ่งให้กับผู้ที่ซื้ออีกราย เพื่อปลูกสร้างบ้านริมน้ำอ้างเพื่อปฏิบัติธรรม

นายสุข ผู้ถือครองเอกสาร ภ.บ.ท.5 ครอบครองพื้นที่ 6 ไร่ 70 วา ระบุที่ดินตั้งอยู่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจ 340 และมีเอกสารเป็นแบบบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของ อบต.หลุ่งตะเคียน ไม่เคยขายสิทธิ์ที่ดินให้กับใครและที่ดินไม่ได้อยู่ในแนวเขตของโบราณสถานปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน ปี 2536 นายเอี๋ยว ผลพิมาย อดีตผู้ใหญ่บ้านหลุ่งตะเคียน ได้นำรังวัดที่ดินเพื่อให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเขียนไว้ในบันทึกกรณีที่ดินเป็นที่ดินสาธารณะขนาด 110 ไร่ 5 วา ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 18286 ของนางชัชฎาภรณ์ อัคสิงห์, ทิศตะวันออกจดทางสาธารณะประโยชน์, ทิศตะวันตกจดนายแพง ไร่พิมาย (พี่ชายพระฉลวย อาภาธโร ปัจจุบันทราบว่าขายให้นางสำรวย ไตรแก้ว/ภรรยาพระฉลวย), นายโพธิ์ สืบค้า, นายสมหมาย คูณหัวโทน ผู้แจ้งฯ ทั้งสองไม่ติดใจจะครอบครองกรรมสิทธิ์ เพราะทราบดีว่าที่ดินเป็นที่ดินสาธารณะซึ่งสภาตำบลหลุ่งตะเคียนซึ่งขึ้นทะเบียนสาธารณประโยชน์ไว้ได้ยินยอมให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถานตามหนังสือตอบรับของนายหนูไกร เริญไธสง ประธานสภาตำบลหลุ่งตะเคียนในวันที่ 4 เมษายน 2537


กระทั่งช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 นางสม ดอนสว่าง ได้ขอยืมส.ค.1 เลขที่ 18 จากนางพวง สืบค้า โดยอ้างว่าขอยืมเพื่อให้ผู้ใหญ่ดูเพราะมีการตรวจสอบจากเหตุโดนชาวบ้านไล่ที่ โดยประมาณเดือนกันยายนได้ไปขอสค.1 คืน แต่นางสมฯ อ้างว่ายังทำธุรกรรมไม่เสร็จ ก่อนจะพบว่านางสมฯ ได้นำสค.1 ของผู้แจ้งฯ ไปขอออกโฉนดในวันที่ 29 กันยายน 2565 จึงได้ตรวจสอบข้อมูลและขอดูเอกสารจากนายละมุน บังพิมาย รองนายก อบต.หลุ่งตะเคียน พบว่านางสมฯ ให้การเท็จกับสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาจักราชในคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินว่า ที่ดินแปลงนี้ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตั้งแต่ 2535 ได้ที่ดินมาโดยซื้อมาจากนายแวว สืบค้า เมื่อปี พ.ศ. 2535 นายแววฯ รับให้ที่ดินมาจากนายโพธิ์ สืบค้า(บิดา) ส่วนนายโพธิ์รับให้ที่ดินมาจากนางกลม คุยสูง (มารดาของภรรยา) ซึ่งนางสมได้แนบสำเนาส.ค.1 หมายเลข 18 ของผู้แจ้ง ซึ่งปัจจุบันได้ทำประโยชน์โดยเป็นที่บ้าน มีบ้านพักอาศัย ทำนาและทำสวนภายในบริเวณ ผู้แจ้งฯ ทั้ง 2 คนเกรงว่าจะเสียสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการเกษตร โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ จึงได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่สภ.เมืองพลับพลา และขอคัดค้านการออกโฉนดของนางสม ดอนสว่าง ตลอดจนต้องการทวงคืนส.ค.1 หมายเลข 18 ที่เป็นของตนกลับคืนมาโดยเร็ว
เกษม ชนาธินาถ รายงาน/นครราชสีมา
แสดงความคิดเห็น
