ภัยไซเบอร์พุ่ง! คนไทยสูญเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ดีอีและ AOC 1441 ย้ำ 4 มาตรการป้องกันภัย


สถานการณ์วิกฤต: คนไทยแจ้งเหตุถูกหลอกลวงออนไลน์กว่า 2.7 ล้านราย สูญเงินรวมกว่า 50,197 ล้านบาท ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2566 ถึง 9 ม.ค. 2569 [1]

  • กลโกงหลากหลาย: มิจฉาชีพใช้กลโกงหลัก เช่น หลอกซื้อขายสินค้า, หลอกลงทุน, หลอกหารายได้พิเศษ, หลอกกู้เงิน และ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ปี 69 ที่ต้องระวัง [1] 2
  • ช่องทางหลัก: Facebook, Call Center, เว็บไซต์ และ TikTok เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงมากที่สุด 2
  • มาตรการป้องกัน: กระทรวงดิจิทัลฯ ย้ำหลัก “4 ไม่” ได้แก่ ไม่กดลิงก์, ไม่เชื่อ, ไม่รีบ, ไม่โอน เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ [1] 2

คนไทยเผชิญวิกฤตภัยไซเบอร์ครั้งใหญ่! ยอดความเสียหายพุ่งเกิน 5 หมื่นล้านบาท

สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยยังคงทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล จากข้อมูลที่น่าตกใจของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 จนถึงวันที่ 9 มกราคม 2569 พบว่า มีประชาชนแจ้งเหตุถูกหลอกลวงออนไลน์เข้ามาแล้วกว่า 2,727,833 ราย และสามารถระงับธุรกรรมได้ 1,137,852 เคส โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึง 50,197 ล้านบาท [1]

เปิดโปงกลโกงหลักและ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ที่ต้องระวังในปี 2569

มิจฉาชีพได้พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้มีความซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งขึ้น โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การหลอกซื้อขายสินค้า/บริการ, หลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล, หลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และหลอกลวงให้กู้เงิน [1]

นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังได้เตือนภัยถึง 4 เทรนด์สแกมเมอร์ที่คาดว่าจะพบมากในปี 2569 ซึ่งประชาชนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 2:

1.การส่งข้อความ SMS/LINE ปลอมแนบลิงก์: มิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น การประปานครหลวง (กปน.), การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเร่งรัดให้ชำระหนี้หรือค่าปรับ โดยปัจจุบันหน่วยงานรัฐได้ยกเลิกการส่ง SMS หรืออีเมลแนบลิงก์แล้ว หากได้รับข้อความลักษณะนี้ ห้ามกดลิงก์โดยเด็ดขาด เพราะอาจถูกติดตั้งแอปฯ ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือถูกลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีได้ 2

2.การหลอกลวงปลอมเสียงโทรศัพท์/วิดีโอปลอมด้วยเทคโนโลยี AI (Deepfake Call): มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI ในการปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก เพื่อหลอกยืมเงิน หรือขอให้โอนเงินช่วยเหลือด่วน นอกจากนี้ยังมีการสร้างวิดีโอปลอมเพื่อข่มขู่ โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าเหยื่อพัวพันกับบัญชีม้า หรือคดีฟอกเงิน ก่อนจะบังคับให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่งเทคโนโลยี AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริงจนยากที่จะแยกแยะ 2

3.การหลอกลวงลงทุนเงินคริปโต/หุ้นดิจิทัล: มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหลอกลวงให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมักจะอ้างอิงหน่วยงานการลงทุนที่น่าเชื่อถือ และเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เพื่อชักจูงให้ลงทุน ในระยะแรกอาจได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนจะหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหายไป 2

4.การสร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปฯ โซเชียล: มิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอมเพื่อหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ เช่น Romance Scam ที่ใช้รูปโปรไฟล์สวยหล่อเข้ามาตีสนิท ก่อนจะหลอกให้โอนเงิน หรือการสร้างร้านค้าปลอม และโรงแรมที่พักปลอม เพื่อหลอกให้โอนเงินจองหรือซื้อสินค้า 2

ช่องทางยอดนิยมที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวง

จากการวิเคราะห์ของกระทรวงดิจิทัลฯ พบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงประชาชน 4 อันดับแรก ได้แก่ 2:

  • Facebook: เป็นช่องทางที่มีจำนวนเคสสูงสุดถึง 126,672 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท
  • Call Center: จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท
  • เว็บไซต์: จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท
  • TikTok: จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาท

กลุ่มเป้าหมายหลักของผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังคงเป็นวัยทำงานอายุระหว่าง 20-49 ปี ซึ่งมีจำนวนคดีสูงถึง 223,300 เคส รองลงมาคือกลุ่มอายุ 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคส 2

กระทรวงดิจิทัลฯ ย้ำ “4 ไม่” เกราะป้องกันภัยไซเบอร์ที่ทุกคนต้องรู้

เพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดย AOC 1441 ได้เน้นย้ำให้ประชาชนยึดหลัก “4 ไม่” ซึ่งเป็นหลักการง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถจดจำและนำไปปฏิบัติได้ เพื่อสร้างเกราะป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ [1] 2:

1.ไม่กดลิงก์: ระมัดระวังลิงก์ปลอมที่ส่งมาทาง SMS, อีเมล หรือแอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานรัฐไม่มีการส่ง SMS หรืออีเมลแนบลิงก์แล้ว หากต้องการเข้าเว็บไซต์หน่วยงานราชการ ธนาคาร หรือหน่วยงานอื่นๆ ควรพิมพ์ URL โดยตรงหรือใช้แอปพลิเคชันทางการเท่านั้น [1] 2

2.ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่เห็นหรือได้ยินง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเจอเทคโนโลยี AI และ Deepfake ที่สามารถปลอมเสียงและภาพได้สมจริง หากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่คนรู้จัก โทรมาขอความช่วยเหลือ ให้โทรกลับไปยืนยันที่หมายเลขอย่างเป็นทางการเสมอ [1] 2

3.ไม่รีบ: มิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์สร้างความกระวนกระวาย กดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันใช้สติ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เช่น โปรโมชั่นสิ้นสุดในอีก 10 นาที หรือข่มขู่ว่าจะถูกดำเนินคดี หากพบสถานการณ์เช่นนี้ ให้หยุด ตั้งสติ และใช้เวลาคิดอย่างรอบคอบ ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่ไว้วางใจก่อนทำตามคำสั่ง ไม่มีเรื่องด่วน หรือเรื่องจริงใดๆ ที่ไม่สามารถรอได้สักครู่ ดังนั้นต้องมีสติทุกครั้งก่อนตัดสินใจ [1] 2

4.ไม่โอน: หากพบข้อความ SMS หรือบุคคลโทรมาขอให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ขอให้ตั้งสติ ตรวจสอบความชัดเจนของกิจกรรมนั้น การยืนยันด้วยรหัส OTP คือกุญแจสำคัญที่ใช้สำหรับการทำธุรกรรม โดยหากเป็นธนาคารและหน่วยงานที่ถูกต้องจะมีการยืนยันผ่านรหัส OTP ซึ่งจะต้องไม่เปิดเผยรหัสยืนยันนั้นแก่บุคคลอื่นโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกันรหัสข้อมูลส่วนตัวต่างๆ [1] 2

หากตกเป็นเหยื่อ ควรทำอย่างไร?

หากประชาชนตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ หรือพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถติดต่อศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอคำปรึกษา ดำเนินการระงับ และอายัดบัญชีได้อย่างทันท่วงที [1]

การสร้างความตระหนักรู้ การมีสติ และการอัปเดตข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเกราะป้องกันตนเองจากภัยไซเบอร์ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งในยุคดิจิทัลนี้

 

แหล่งอ้างอิง:

[1]: https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/465340 “สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์. (2569). ดีอี ย้ำมาตรการ “4 ไม่” เน้นปลอดภัย “ไม่ตกเป็นเหยื่อ” รับมือภัยออนไลน์.”

[2]: https://www.mdes.go.th/news/detail/10388-%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4-5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%87%E0%B8%9B-68 “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. (2568). ดีอี เตือนภัย ปชช. เตรียมรับมือ 4 เทรนด์สแกมเมอร์ ปี 69.”

แสดงความคิดเห็น