โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40: เจาะลึกกลไกและผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก จากงานวิจัย PIER

Key Points:

  • กลไกกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 (ต่อยอดจากคนละครึ่ง) ใช้ระบบ e-Payment เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างฐานข้อมูลผู้ประกอบการนอกระบบ
  • เพิ่มยอดขายร้านค้ารายย่อย: งานวิจัย PIER ชี้ว่าโครงการช่วยเพิ่มยอดขายผู้ประกอบการนอกระบบเฉลี่ย 50% และร้านอาหารเดลิเวอรีขนาดเล็กกว่า 174% โดยเน้นการขยายฐานลูกค้าใหม่
  • ผลกระทบยั่งยืน: ผลประโยชน์ของโครงการไม่สิ้นสุดเมื่อโครงการจบลง ร้านค้ายังคงรักษายอดขายที่สูงกว่าเดิมได้ต่อเนื่องถึง 14% หลังโครงการ
  • ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: PIER เสนอให้ลดการตกหล่นของผู้ประกอบการ, กระจายเงินสนับสนุนให้ทั่วถึง และสร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบภาษี

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลกระทบเชิงลึกที่โครงการนี้มีต่อ ผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์อย่างละเอียดในบทความ aBRIDGEd เรื่อง “มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ว่าเข้า ‘คนละครึ่ง’ แล้วได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน รัฐควรปรับมาตรการนี้อย่างไร” [1] งานวิจัยชิ้นนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าร่วมโครงการ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนามาตรการในอนาคต

กลไกการทำงานและลักษณะของผู้เข้าร่วมโครงการ

หัวใจสำคัญของโครงการคนละครึ่งคือการนำระบบ e-Payment มาใช้ โดยกำหนดให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และร้านค้าใช้แอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในการรับชำระเงิน [1] กลไกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การสนับสนุนทางการเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นช่องทางให้ภาครัฐสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปกติแล้วจะไม่มีข้อมูลในระบบราชการ

จากการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีคุณลักษณะที่โดดเด่น: โดยเฉลี่ยมีอายุระหว่าง 40-48 ปี และประมาณ 70% เป็นผู้หญิง สิ่งที่น่าสังเกตคือ ระดับการศึกษาของผู้เข้าร่วมโครงการสูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานนอกระบบทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีถึง 30% เทียบกับค่าเฉลี่ยเพียง 9% ในกลุ่มแรงงานนอกระบบทั้งหมด [1] ซึ่งบ่งชี้ว่าการเข้าถึงข้อมูลและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าร่วมโครงการ

ผลกระทบเชิงบวกต่อยอดขายและฐานลูกค้า

งานวิจัยของ PIER ได้ยืนยันถึงผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนต่อผู้ประกอบการรายย่อย:

  • การเพิ่มขึ้นของยอดขาย: ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม [1] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ
  • ผลต่อยอดขายนอกโครงการ: นอกจากยอดขายที่เกิดจากการใช้สิทธิในโครงการแล้ว ยอดขายที่ลูกค้าชำระด้วยการโอนเงินปกติ (นอกโครงการ) ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 13% ด้วยเช่นกัน [1] นี่อาจเป็นผลมาจากลูกค้าที่ใช้สิทธิครบแล้วยังคงกลับมาใช้บริการ หรือมีการใช้จ่ายเกินสิทธิและชำระส่วนต่างด้วยวิธีอื่น ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างความผูกพันกับลูกค้า
  • การเติบโตของร้านอาหารบน Delivery Platform: สำหรับร้านอาหารขนาดเล็กที่มียอดขายไม่เกิน 5,000 บาทต่อสัปดาห์ การเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งถึง 174% [1] กลไกหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้คือ การขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยจำนวนลูกค้าที่ไม่ซ้ำกันเพิ่มขึ้น 176% และจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 167% ซึ่งหมายความว่าโครงการช่วยให้ร้านค้าเหล่านี้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้บริการมาก่อน
  • ความยั่งยืนของผลกระทบ: ผลประโยชน์ของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในช่วงเวลาที่โครงการดำเนินอยู่ งานวิจัยพบว่าร้านค้าขนาดเล็กที่เคยเข้าร่วมโครงการยังคงมียอดขายที่สูงกว่าช่วงก่อนเข้าโครงการได้ประมาณ 14% ในช่วง 4 เดือนหลังจากโครงการสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าโครงการสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาฐานลูกค้าใหม่และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนามาตรการในอนาคต

จากผลการศึกษา PIER ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญเพื่อปรับปรุงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงยิ่งขึ้น :

  1. ลดการตกหล่นของกลุ่มเป้าหมาย: ควรมีมาตรการเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านการศึกษาหรือการเข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อให้กลุ่มนี้สามารถเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มที่

2. การกระจายเงินสนับสนุน: ควรพิจารณากลไกที่ช่วยให้เงินสนับสนุนกระจายตัวไปยังร้านค้ารายย่อยอย่างทั่วถึงมากขึ้น โดยไม่กระจุกตัวอยู่ที่ร้านค้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

3. สร้างแรงจูงใจในการเข้าระบบ: รัฐควรใช้ข้อมูลที่ได้จากโครงการเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีหรือระบบประกันสังคม โดยออกแบบมาตรการที่จูงใจและไม่สร้างความกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และโครงการในลักษณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

แหล่งอ้างอิง:

แสดงความคิดเห็น