กำแพงภาษีสีเขียว CBAM: โอกาสหรือวิกฤตใหม่ของอุตสาหกรรมส่งออกไทยในปี 2569?

CBAM 2026: กำแพงภาษีสีเขียว โจทย์ใหญ่ผู้ส่งออกไทย สู่ยุคการค้าที่ยั่งยืน
มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ได้ก้าวเข้าสู่การบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ประกอบการส่งออกไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้า 6 กลุ่มแรก ต้องทำความเข้าใจและเร่งปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เมื่อการค้าโลกเปลี่ยน ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวอย่างไร?
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การค้าไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยราคาและคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง
ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยได้เริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ในการทำธุรกิจกับตลาด EU ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

ทำความเข้าใจ CBAM: กำแพงภาษีสีเขียวเพื่อโลกที่ยั่งยืน

CBAM เป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน European Green Deal ของ EU ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง 55% ภายในปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 วัตถุประสงค์หลักของ CBAM คือการป้องกัน “Carbon Leakage” ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลายกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน EU การทำเช่นนี้จะบั่นทอนความพยายามของ EU ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

ภายใต้มาตรการ CBAM ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทเข้ามาใน EU จะต้องซื้อ “CBAM Certificates” เพื่อชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้านั้นๆ (Embedded Emissions) ราคาของ Certificates จะอิงตามราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ของใบอนุญาตภายใต้ระบบ EU Emissions Trading System (EU ETS) ซึ่งหมายความว่าสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูงจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อส่งออกไปยัง EU

เส้นทางสู่การบังคับใช้เต็มรูปแบบและสินค้าเป้าหมาย

CBAM มีช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในช่วงนี้ ผู้นำเข้าใน EU มีหน้าที่เพียงรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้านำเข้า โดยยังไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการได้เข้าสู่ช่วงบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ (Definitive Period) ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องเริ่มซื้อ CBAM Certificates หากปริมาณก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ในสินค้าสูงกว่าค่ามาตรฐานที่ EU กำหนด

ในระยะแรก CBAM ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่:

• เหล็กและเหล็กกล้า (Iron and Steel)
• อลูมิเนียม (Aluminium)
• ซีเมนต์ (Cement)
• ปุ๋ย (Fertilisers)
• ไฟฟ้า (Electricity)
• ไฮโดรเจน (Hydrogen)

แม้ในปัจจุบันจะจำกัดอยู่เพียง 6 กลุ่มนี้ แต่ EU ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตของมาตรการไปยังสินค้าอื่นๆ ในอนาคต เช่น พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกไทย: ความท้าทายและโอกาส

มาตรการ CBAM ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทยที่ส่งสินค้า 6 กลุ่มข้างต้นไปยัง EU ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า CBAM จะกระทบการส่งออกไทยไป EU ประมาณ 3.8% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาทต่อปี ผลกระทบหลักคือต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ ก็มีสัญญาณเชิงบวกจากการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ข้อมูลปี 2568 ชี้ให้เห็นว่ายอดส่งออกสินค้าของไทยที่สอดคล้องกับเกณฑ์สีเขียวของ EU เพิ่มขึ้นเกือบ 55% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย

แนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทยสู่การส่งออกที่ยั่งยืน

เพื่อรับมือกับ CBAM และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินการดังนี้:

  1. ประเมินและรายงาน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP): การทราบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์อย่างแม่นยำเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ผู้ประกอบการต้องลงทุนในการเก็บข้อมูลและจัดทำรายงานตามมาตรฐานสากล
  2. ลงทุนในการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization): ปรับปรุงกระบวนการผลิต ใช้พลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง
  3. ใช้กลไกคาร์บอนเครดิตในประเทศ: รัฐบาลไทยกำลังผลักดันกลไกคาร์บอนเครดิต เช่น โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) และการจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (TFEX) ผู้ประกอบการสามารถใช้คาร์บอนเครดิตเหล่านี้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่สามารถลดได้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย CBAM Certificates ได้
  4. ติดตามและทำความเข้าใจกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่: รัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ซึ่งจะเป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ และจะส่งผลต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจในระยะยาว
  5. สร้างความร่วมมือและเครือข่าย: การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการรับมือกับ CBAM

สรุป

CBAM ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการทางการค้า แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การผลิตและการค้าต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการไทยที่สามารถปรับตัวและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะไม่เพียงแต่รักษาตลาดส่งออกเดิมไว้ได้ แต่ยังจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น การลงทุนใน Green Technology และการบริหารจัดการคาร์บอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

 

เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิง:
•PIER. (2569). วิเคราะห์มาตรการ CBAM จุดเปลี่ยนผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรป. สืบค้นจาก ThaiPublica
•สศอ. (2569). มาตรการ CBAM และผลกระทบต่อไทย. สืบค้นจาก TPSO
•กระทรวงแรงงาน. (2569). รายงานสถานการณ์แรงงานไตรมาส 1/2569. สืบค้นจาก MOL
•European Commission. (2026). Carbon Border Adjustment Mechanism. Official Website
•Kasikorn Research Center. (2569). CBAM impact on Thailand. ESGrovia

แสดงความคิดเห็น