ธนาคารแห่งประเทศไทยชวนไปคุยเรื่องเศรษฐกิจ

         การทำงานเชิงรุกของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือการมาจับเข่า คุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่ การแลกเปลี่ยนกันในวงเล็กๆจะได้ความชัดเจนและตรงไปตรงมา งานนี้รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเดินทางมาเป็นหัวโต๊ะ ที่โคราช โดยเป้าหมายคือ X-RAY เศรษฐกิจใน 4 จังหวัด คือ นครราชีสมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์

          เรื่องที่คุยกันมี 4 หัวข้อใหญ่ 1. การผลิต 2. การค้า 3.การบริการ 4.อสังหาริมทรัพย์ ในช่วงเวลานี้ทีมประชาสัมพันธ์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมารายานแนวโน้ม เศรษฐกิจครึ่งปรแรกของปี 2561 ว่ากำลังไปได้ดี คาดว่าจะโตกว่า 10% และยืนยันว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง แบบปี 2540 จะไม่มแน่นอน ตัวเลขที่บงชี้ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย มีความเข้มแข็ง ธนาคารแห่งประเทศไทยมองผ่านเงินสำรองระหว่างประเทศที่จะทำให้ประเทศอื่นๆเชื่อมั่นในประเทศไทย จะไปขอยืมเงินใครเจ้าหนี้จะได้สบายใจว่าเรามีเงินใช้คืนแน่นอน ขณะนี้ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 6.8 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าที่เราเป็นหนี้ (ระยะสั้น) ถึง3 เท่าครึ่ง นับว่าเจ้าหนี้ไม่ต้องกังวลใจ อีกด้านหนึ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มั่นใจว่า เศรษ{กิจเราเริ่มแข็งแรงคือ บัญชีเดินสะพัดมีการเกินดุลอยู่ถึง 11.2% ต่อ GDP เรามีเม็ดเงินถึง 1.6 ล้านล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมาก

          ด้านการส่งออกซึ่งเป็น 1 ใน 4 ด้านของGDP เรามีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2561 คาดทั้งปีน่าจะโตได้มากกว่า 10 % นับเป็นตัวเลขที่ดีมากหากเปรียบเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่มีการวิตกกังวล กันมากคือ หนี้สินในระบบธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า HPL ถูกแก้ไขในระดับที่น่าพึงพอใจ และไม่น่าเป็นห่วง อย่างที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์กัน HPL เมื่อปี 2540 เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจ ของประเทศย่ำแย่ แต่ปี 2561 ไม่มีเหตุการณ์เช่นปี 2540 อย่างแน่นอน นี่คือความมั่นใจของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่..ทำไม? เราไปทางไหนมีแต่คนบ่นว่าเศณษฐกิจแย่ลง และค้าขายไม่ค่อยได้ ร้านค้าในตัวเมือง ตลาดสด ตลาดเปิดท้าย กลุ่ม SME โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกท้องถิ่น หรือ โชว์ห่วย ร้านอาหาร รถสองแถว รถสามล้อ รวมทั้งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง และ TAXI ต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า หาได้ไม่พอกับรายจ่าย คนที่ทำบ้านจัดสรรขายก็กำลังมีปัญหา เพราะลงทุนไปแล้ว บ้านก็สร้างเสร็จแล้ว ลูกค้าที่มีความต้องการ แต่ธนาคารเข้มงวดมากในการอำนวยสินเชื้อ ทำให้ลูกค้ารายที่ไปขอกู้จะผ่านแค่ 3-4 รายเท่านั้น บ้านจึงล้นสต๊อค เป็นภาระให้ผู้ประกอบการต้องแบกหนี้ หลายรายเริ่มแบกไม่ไหวเพราะสายป่านสั้น ถูกเร่งรัดหนี้สิน จนเครียดไปตามๆกัน

         เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มีคนเปรียบเทียบไว้น่าฟังมาก ถ้าแบ่งเป็น 2 วง วงแรกมี 25%ในพื้นที่ที่ยังพอประคองตัวและค้าขายได้ตามปกติ วงนี้โชคดีเพราะมีบุญเก่ามีลูกค้าประจำ เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างไร แต่ยังพอค้าขายไปได้ ใครที่อยู่กลุ่ม 25% ก็โชคดีไป ไม่เดือดร้อนมีเงินส่งคืนธนาคาร ไม่เครียดไม่กังวลใจ แต่หันมาดุกลุ่ม 75% ที่เป็นกลุ่มใหญ่ของพื้นที่ กลุ่มนี้เริ่มมีรายได้ ไม่พอรายจ่าย เริ่มผิดนัดกับธนาคาร เริ่มจ่ายค่าสินค้าไม่ได้ ทำให้คู่ค้าเริ่มชะลอการ ส่งสินค้ามาให้ขายเหมือนเดิม กลุ่ม 75% ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนท้องถิ่น และกลุ่มSME ที่เคยเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ ของพื้นที่ กลุ่ม 75% นี้มีความเชื่อมโยงกับระบบสังคมสูงมาก ไม่ว่ากรรมการและอาสาสมัครชุดไหนๆล้วนเป็นคนจากกลุ่ม 75% แทบทั้งสิ้น เมื่อเศรษฐกิจแย่ก็ทำให้พลังสังคมกลุ่มนี้พลอยแย่ไปด้วย เพราะไม่มีกระจิตกระใจ จะไปร่วมเสียสละเหมือนในอดีต

         มูลค่าความเสียหายทางสังคมอันเนื่องมาจาก ปัญหาเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาล ที่น่าจะมีนักวิชาการเอาไปทำวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางสังคม การมองเศรษฐกิจว่าดีหรือแย่ มุมมองที่ผ่านมา GDP อาจเห็นภาพที่ดีขึ้น แต่สภาพความเป็นจริง ของตลาดอาจตรงกันข้ามก็ได้ เช่นปัจจุบันตัวเลขส่งออกเริ่มดีขึ้น ทุกสำรองก็มากพอ แต่ทำไม? SME ขายของไม่ได้ ทำไมไม่มีเงินส่งคืนธนาคาร การมาเปิดเวทีคุยกับคน2 ฝ่ายนับเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดขึ้น หากเรามีข้อมูลที่ตรงกับการแก้ปัญหาก็จะง่ายและตรงประเด็นขึ้น

(วิสัยทัศน์ ธุรกิจอีสาน) โดย ทวีสันต์ โลณานุรักษ์..

Facebook Comments