ปฎิรูปการศึกษาไทย สำเร็จยากถ้าเพียงวิ่งตามกระแสไปวันๆ

“การศึกษาไทยที่เป็นในปัจจุบันที่วิ่งเต้นตามนโยบายแม้ว่าการทำเช่นนั้นได้ประโยชน์ อะไรแค่ไหนขอให้ได้ทำตามนโยบายก็พอนี่แหละการศึกษาไทยในปัจจุบัน”

เป็นข่าวครึกโครมต่อหน้าสื่อมวลชนมาหลายสัปดาห์แล้วสำหรับ การทุจริตอาหารกลางวันเด็กนักเรียน จนถึงขนาดนี้มีการปลดให้ออกหรือโยกย้าย ผู้บริหารโรงเรียน ออกจากพื้นที่ เพื่อตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงไปตามกระแสสังคมที่กดดัน ให้ทางผู้บังคับบัญชา ทุกระดับเต้นไปตามกระแสสังคม สื่อมวลชนที่ออกมากดดัน ไม่เว้นแต่ละวัน แม้กระทั่งการสอบบรรจุแต่งตั้งบุคคลภายนอกเข้าไปเป็นครูผู้ช่วยในสถานศึกษาต่างๆทั่วประเทศ ก็เริ่มมีปัญหาถึงขนาดไม่กล้าตั้งข้าราชการรับผิดชอบต้องไปขอยืมมือทหารเข้ามาผสมโรงเพื่อจับเท็จในการทุจริตสอบ เพราะครั้งแล้วครั้งเล่า ที่มีการเปิดโปงการทุจริตสอบครูผู้ช่วยถึงขนาดบางปีที่ผ่านมาสามารถจับผิดไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงซี 11 ในสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ถึงขนาดปลดออก และไล่ออกจากราชการจำนวนหลายคนที่มีให้เห็นมาแล้ว มาคราวนี้ก็เลยยืมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้ามาช่วยเพราะผู้เข้าสอบได้วิชาความรู้การทุจริตด้วยวิธีการที่แยบยลมากยิ่งขึ้นก็พลอยทำให้สพฐ. ต้องปวดหัวกับวิธีการรับมือกับผู้เข้าสอบให้แยบยลทันกับการทุจริต
ล่าสุดเมื่อครั้งการประชุม ครม. สัญจรที่จ.นครสวรรค์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ออกมาฝาก รมว. ศึกษาธิการให้กำชับเกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวมไปถึงผลสัมฤทธิ์ ของนักเรียนที่อ่อนลง แม้กระทั่งความคืบหน้าการปฎิรูป การศึกษาที่ล่าช้าเป็นต้น ส่งผลให้รมว. ศึกษาธิการต้องเต้นไปตามเพลง เลือกผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายเข้าไปขันน๊อตโดยทันที เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการปฎิรูปการศึกษาไปจนถึงเลขาธิการ สพฐ. ให้รีบดำเนินตามนโยบายโดยด่วน ซึ่งเล่นเอาผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้องกลับมาเฉ่งผู้บริหารโรงเรียนกลับไปเฉ่งครูผู้สอน ครูผู้สอนก็มาทำการบ้านเร่งการเรียนการสอนให้สำเร็จแบบไฟไหม้ฟาง เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา ถึงขนาดเมื่อนายกรัฐมนตรีบางสมัยออกมาให้นโยบายว่าภายใน1 ปี โรงเรียนทุกโรงเรียนต้องปลดนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก 100 เปอร์เซ็นต์ และก็ได้ผลเกินคาดหมายภายใน 1 ปี นั้นโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศต่างขึ้นป้ายใหญ่หน้าสถานศึกษาของตนเองว่า โรงเรียนนี้ปลอดคนอ่านหนังสือไม่ออก 100 เปอร์เซนต์
ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวข้างต้นเกิดจากการรวมศูนย์อำนาจทุกอย่างสั่งการจากบนลงสู่ล่างทั้งแนวคิด นโยบายและงบประมาณ โดยขาดการมีส่วนร่วมจากพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศซึ่งมีหน้าที่นั่งดูอยู่ข้างๆโรงเรียนตาปริบๆดูการปฎิบัติตามคำสั่งจากหน่วยเหนือ ของบรรดาครู อาจารย์ ซึ่งมาจากการสอบคัดเลือกมาจากไหนประชาชนผู้ปกครองไม่เคยรู้เห็นมาก่อนดีชั่วก็จะปรากฏในภายหลังนั้นเอง ซึ่งสวนทางกับการจัดการ ศึกษาของอารยะประเทศทั่วโลก ที่เขาพัฒนาเรื่องการศึกษามาก่อนแล้วเขาจะกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่บริหารจัดการกันเองโดยรัฐบาลมีแต่ให้นโยบายกลาง หลักสูตรกลาง และสนับสนุนงบประมาณมาให้เท่านั้น แม้กระทั่งการพัฒนาครูและบุคลากร ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละพื้นที่ แต่ละพื้นที่แต่ละท้องถิ่น บริหารจัดการกันเองไม่ใช่จัดงบประมาณปีละ 4,000-5,000 ล้านไว้ที่ส่วนกลาง แล้วให้ตัวเลขมาให้ครูคนละ 10,000 บาทเพื่อให้ครูเลือกไปอบรมหลักสูตรอะไรที่ไหนก็ไม่รู้ มีบริษัทจัดตั้งมาเขียนโครงการอบรมให้ครูหนีออกจากโรงเรียนไปอบรมทุกปีอย่างเช่นที่เป็นในปัจจุบันที่วิ่งเต้นตามนโยบายแม้ว่าการทำเช่นนั้นได้ประโยชน์ อะไรแค่ไหนขอให้ได้ทำตามนโยบายก็พอนี่แหละการศึกษาไทยในปัจจุบันครับ

โดย:ดร.เพิ่ม หลวงแก้ว

Facebook Comments