อย่าปล่อยมข.เป็นแดนสนธยา

         

      ห้วงเวลาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น อยู่ระหว่างการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ เป็นห้วงเวลาเดียวกับการที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนให้มีการปรับบทบาทมหาวิทยาลัยให้สามารถทำงานตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0

        ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่ให้รองรับเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรมหลัก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่หยุดนิ่งยาวนานกว่า 30 ปี

        ภายใต้แนวทางในการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ชื่อ “กระทรวงอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม” ด้วยการแยกสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.) ออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการและควบรวมเข้ากับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

        ขณะนี้การจัดตั้งกระทรวงใหม่ดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกาที่ได้จัดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเร่งรัดในการดำเนินการเร็วที่สุด

       เป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยที่ผ่านมานั้นไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในขณะเดียวกันก็ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม ในระดับชุมชน และท้องถิ่น ที่เป็นฐานที่มั่นคงของประเทศ

      สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยุคใหม่จะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสภาวะภายในของมหาวิทยาลัย ตลอดจนสภาวะภายนอกที่เข้ามากระทบกับมหาวิทยาลัย

     สภาวะภายใน ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากร การบริหารจัดการการเงิน การผลิตบัณฑิต  ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ระบบสวัสดิการ ความมั่นคงในชีวิตและการทำงาน ที่ชัดเจนสำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่น คือ การเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ

     สภาวะภายนอก ได้แก่นโยบายของรัฐ หรือ ความคาดหวังและความต้องการของสังคม ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนยังมีคำถามพอสมควร ว่านโยบายของรัฐบาลนั้นจะตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้จริงหรือสอดคล้องกับความต้องการของสังคมหรือไม่ หรือจะเป็นการตอกย้ำปัญหาของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นบทบาทแต่เพียงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ล้มเหลวมาตลอดเช่นเดิมหรือไม่

     ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะต้องเข้าใจสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง จะต้องมีกระบวนทัศน์ในการบริหารแบบใหม่ ที่คงจะต้องใช้ภาวะการนำร่วมที่ไม่ใช่การนำเดี่ยวที่สร้างปัญหาแบบเดิม

     ที่สำคัญคือ ผู้บริหารคนใหม่จะต้องมีบารมีที่ทำให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธาในการเป็นผู้นำและสร้างผู้นำร่วมในการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะต้องเข้าใจและรับรู้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วย เพราะไม่เช่นนั้นคงเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง

     บรรยากาศการสรรหาอธิการบดีมข.คนใหม่ ที่ปรากฏในขณะนี้คือ เงียบเหงา นิ่งเฉย และเฉื่อยชา ไม่สนใจจะเข้ามามีส่วนร่วม แม้แต่ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่เรียนสำเร็จไปแล้ว มีรายชื่อกว่าหนึ่งแสนคน แต่มีผู้แสดงความจำนงขอใช้สิทธ์ในการสรรหาอธิการบดีคนใหม่เพียงระดับพันคนหรือคิดเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

     เราเห็นว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นขุมปัญญาที่สำคัญของภูมิภาคอีสาน มีอาจารย์และบุคลากรกว่าหมื่นคนทั้งนักศึกษารวมกันทุกระดับกว่าสามหมื่นคน มีงบประมาณในแต่ละปีกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชากร มข.รวมทั้งสังคมภายนอกจะให้ความสำคัญ เข้ามาติดตามการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการบริหารมหาวิทยาลัยภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลง

    อย่าปล่อยให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็น “แดนสนธยา”     

 

Facebook Comments