วิพากษ์“ไบโอฮับ”เอื้อทุนผูกขาด ทำลายสิ่งแวดล้อม/เพิ่มหนี้สินชาวไร่

            เอ็นจีโออีสานวิพากษ์คณะกรรมการอ้อยฯ เร่งตั้งโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล 27 แห่ง ขยายพื้นที่ปลูกอ้อย 5.47 ล้านไร่ โดยใช้ ม.44 อ้างพัฒนา “ไบโอฮับ” เอื้อทุนผูกขาด ใช้ถ่านหินนำเข้าจากทุนกลุ่มเดียวกัน

          ระบุปลูกอ้อยใช้สารเคมีจำนวนมาก หวั่นแพร่ลงแหล่งน้ำทำลายสิ่งแวดล้อม เพิ่มสารก่อมะเร็ง ปัญหาสุขภาพจากฝุ่นละออง ของโรงไฟฟ้าชีวมวล เช่นบทเรียนที่ยังแก้ไม่ได้ ชาวไร่อ้อยเป็นหนี้สินและที่ดินหลุดมือ วอนยุติโครงการเพื่อศึกษาผลกระทบและแนวทางแก้ไขให้รอบคอบ        

           เครือข่ายประชาชนภาคอีสานประกอบด้วย เครือข่ายประชาชนอีสานติดตามนโยบายส่งเสริมการอุตสาหกรรมอ้อยพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช)

          กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาชนภาคอีสาน เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน เครือข่ายสภาองค์กรจังหวัดขอนแก่น และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคอีสาน ได้ร่วมกันจัดเวทีชี้แจงผลกระทบนโยบายส่งเสริมการอุตสาหกรรมอ้อยพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จะสร้างขึ้นในภาคอีสาน

วิกฤตอีสาน

       สืบเนื่องมาจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงน้ำตาลซึ่งผูกขาดด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ 6 กลุ่มสามารถตั้งโรงน้ำตาลใหม่ หรือย้าย-ขยายกำลังผลิตไปตั้งยังที่แห่งใหม่

       ผนวกกับโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามมติ ครม.ปี 2554 รวมแล้วในภาคอีสานจะมีไบโอฮับ (BI O – Hub) เป็นศูนย์กลางในพื้นที่ฐานการผลิต และจะมีโรงน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น 27 โรงงาน โดยยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ.2558 – 2569 วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อย 5.47 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตเอทานอล 2.88 ล้านลิตร/วัน เพิ่มผลิตไฟฟ้าชีวมวล 2,458 เมกะวัตต์

        จากนั้นได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือ “ไบโอฮับ” เสนอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ยกเว้นบังคับใช้กฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ.2518 ในโรงน้ำตาลทราย และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบที่ตั้งควบคู่กับโรงน้ำตาลให้สามารถก่อสร้างได้ในพื้นที่การเกษตร

       นอกจากนี้มีการศึกษาและจัดทำรายงาน EIA ให้กลุ่มโรงงานที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากอ้อย เพื่อใช้ในการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน / ขยายโรงงานของผู้ประกอบการ และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยอ้อยและน้ำตาลทรายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมจากอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง

        การออกใบอนุญาตให้โรงน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลในคราวเดียวกัน 27 โรงงาน และแผนพัฒนาไบโอฮับ ซึ่งจะต้องมีผลผลิตจากการปลูกอ้อยหลายล้านไร่ในพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตรของแต่ละโรงงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ขนาดใหญ่จากนโยบายรัฐโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างรอบคอบ

        ว่า โรงงานแต่ละแห่งนั้นควรตั้งอยู่ห่างจากชุมชน ห่างจากพื้นที่แหล่งอาหาร และแหล่งที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีแหล่งน้ำที่จะไม่กระทบต่อการใช้น้ำอุปโภค – บริโภคของชุมชน หรือเป็นพื้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกอ้อยหรือไม่ รวมทั้งยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารผลดีผลเสียอย่างรอบด้านให้แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ทำความเข้าใจอย่างเพียงพอ

เงื่อนไขนำเข้าถ่านหิน  

        นายอกนิษฐ์ ป้องภัย  คณะกรรมการเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน  เช่น โรงน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล 27 แห่ง อุตสาหกรรม ไบโอฮับ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และอาหารสัตว์ ซึ่งโรงไฟฟ้าชีวมวลที่นำวัตถุดิบชานอ้อยมาผลิตกระแสไฟฟ้าคงไม่เพียงพออย่างแน่นอนจึงเป็นเงื่อนไขให้เกิดการนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่นปรอท มะเร็ง เป็นต้น

         “ผมขอเสนอให้รัฐจัดเวทีให้ข้อมูลกับประชาชนก่อนที่กลุ่มโรงงานจะจัดรับฟังความคิดเห็นดังเช่นที่ดำเนินการในตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด โรงงานจัดรับฟังความคิดเห็น(ค1)

การสร้างโรงน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลในข้อเท็จจริงฝ่ายโรงงานยังไม่ทำเพราะประชาชนยังไม่รู้ว่าจะมีโรงงานหน่วยงานรัฐต้องจัดเวทีให้ความรู้กับคนในพื้นที่ในรัศมี 50 กิโลเมตร ที่จะก่อสร้างในจังหวัดต่างๆ” นายอกนิษฐ์ กล่าว

 หยุดรุกรานชุมชน

       นายปฏิวัติ  เฉลิมชาติ  รองเลขาธิการ กป.อพช.อีสาน  กล่าวว่าเครือข่ายประชาชนอีสาน ขอเรียกร้องสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 43 ที่บัญญัติไว้ว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี อันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ

      สิทธิในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติและสิทธิในการเข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือชุมชน

      งดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

       ตามมาตรา 58 ที่บัญญัติไว้ว่า การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

       รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ

          บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการ หรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง

          ในการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง รัฐต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และต้องดำเนินการให้มีการเยียวยา ความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า

ปกป้องอีสาน

          นายปฏิวัติ กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนอีสาน ขอย้ำว่า การดำเนินการอนุมัติอนุญาตใด ๆ ต่อโครงการทั้งหมดแก่ผู้ประกอบการต้องยุติไว้ก่อน จนกว่ารัฐจะใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลความเข้าใจที่เพียงพอจะนำมาประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการ

       “เราขอให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทรายพ.ศ. 2558 – 2569 และแผนการพัฒนาไบโอฮับ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม มีการวางเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและไม่สอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรมอีสานทีไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรมพลังงานที่ต้องใช้วัตถุดิบจากพืชเชิงเดี่ยวได้อีกต่อไป”นายปฏิวัติกล่าว 

การศึกษาลดผลกระทบ

       นายวิพัฒนาชัย พิมพ์หิน นักพัฒนาอาวุโสภาคอีสาน กล่าวว่า โครงการรัฐที่มีผลกระทบต่อชุมชน เบื้องต้นต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากผลพวงที่ตามมาจะก่อให้เกิดปัญหาที่มีความซับซ้อน ยากจะแก้ไขรัฐจะต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบ ฟังเสียงจากทุกฝ่าย สำหรับเรื่องโรงน้ำตาลที่กำลังรุกคืบมาสู่ภาคอีสาน

“ผมมองว่ายังไม่มีการจัดการศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบโรงไฟฟ้าที่พ่วงตามมากับโรงน้ำตาลก็ยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านได้เลยในห้วงเวลาที่ผ่านมา”นายวิพัฒนาชัยกล่าว

ชำแหละโรงน้ำตาล

       นายวิพัฒนาชัย กล่าวว่า กรณีโรงน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังจะสร้างที่อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด การที่บริษัทน้ำตาลบ้านโป่ง จำกัด กำลังจะมีโครงการสร้างโรงน้ำตาลขนาด 24,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) ขนาด 80 เมกกะวัตต์ ถือเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้

       “บริษัทเข้ามากว้านซื้อที่ดินกว่า 5 ร้อยไร่ บริเวณตลาดนัดโค-กระบือตำบลโนนสวรรค์ และได้ดำเนินการส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ มาประมาณ 3 ปี แล้วนั้น” นายวิพัฒนาชัย กล่าวและว่า

        การสร้างโรงน้ำตาลขนาดใหญ่ถึง 24,000 ตันอ้อยต่อวัน อาจต้องใช้พื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 360,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าอำเภอปทุมรัตต์ ที่มีพื้นที่เพียง 356.9 ตร.กม.หรือ 223,062.5 ไร่ อาจจะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวหอมมะลิ 105 คุณภาพสูง กลายเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น

      นอกจากนี้การสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่ถึง 80 เมกกะวัตต์ ที่พ่วงมากับโรงน้ำตาลต้องใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในปริมาณมหาศาล อาจทำให้เกิดปัญหากลิ่นเหม็นและฝุ่นละอองจากชานอ้อยปลิวกระจายเข้าสู่ชุมชน

      “ที่สำคัญฝุ่นละอองจากขี้เถ้าชานอ้อยที่เผาแล้วปริมาณมหาศาล มีโอกาสปลิวเข้าสู่ชุมชน ทำให้เกิดความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งพบมากในหลายชุมชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าชีวมวล

      ดังที่เป็นข่าวมาแล้วหลายจังหวัด และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมาก อาจมีปัญหาการแย่งน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้โรงงาน”นายวิพัฒนาชัย กล่าว

ทำลายวิถีชุมชน

        นายวิพัฒนาชัย กล่าวว่า ด้านความกังวลต่อการทำไร่อ้อยที่มีการใช้สารฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี สารเคมีเกษตรในปริมาณมากจะส่งผลต่อการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะไหลลงนาข้าวซึ่งเกษตรกรหลายคน หลายกลุ่ม กระจายทั่วอำเภอในทุกตำบลได้ทำนาปลอดสารพิษและนาอินทรีย์ อีกทั้งได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิจีไอ (มีที่เดียวในโลก) จำหน่ายไปทั่วประเทศและส่งออกไปทั่วโลก อาจจะมีสารเคมีปนเปื้อน ทำให้กินก็ไม่ได้ขายก็ไม่ออก

        อีกทั้งอาหารธรรมชาติในไร่นา ไม่ว่าจะเป็นปลา ปู กบ เขียด แมลงต่างๆ พืชผักในนา อาจจะลดลงหรือหมดไป ทำให้กระทบความมั่นคงทางอาหารของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังกังวลอย่างมากต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ที่กำลังเป็นข่าวดังในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเกษตรกรหลายคนกำลังเจ็บป่วยจากพิษภัยของสารฆ่าหญ้า

ขัดแย้งยุทธศาสตร์จังหวัด

        นายวิวัฒนาชัยกล่าวว่า ความไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งตามแผนการส่งเสริมของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญในการพัฒนาจังหวัดปี พ.ศ. 2561 – 2564 มีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ 1) พัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และพื้นที่ที่มีคุณภาพของจังหวัด เป็นเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง

2) พัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรมให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ทุกขั้นตอน 3) สนับสนุน ส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง

4) ส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรในท้องถิ่นและตลาดอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึงและที่สำคัญจะมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ โดยใช้พื้นที่อำเภอปทุมรัตต์เป็น Landmark อีกด้วย

         “ความกังวลต่ออุบัติเหตุจากรถบรรทุกอ้อย ที่คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 คันรถพ่วง ในช่วงที่โรงงานเปิดรับซื้ออ้อย 5 – 6 เดือน ประกอบกับถนนในเขตอำเภอปทุมรัตต์ที่เล็กไม่มีไหล่ทางและไม่รองรับน้ำหนักรถบรรทุกอ้อย ทำให้ถนนอาจได้รับความเสียหายและเกิดอุบัติเหตุง่ายและมากขึ้นได้” นายวิพัฒนาชัย กล่าวและว่า

          การนำเสนอข้อมูลอุตสาหกรรมน้ำตาลของนักวิชาการ เมื่อ 25 ส.ค. 61 ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าชาวไร่อ้อยอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องราคารับซื้ออ้อย ซึ่งพบว่าต้นทุนการผลิตต่อไร่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประมาณ 1,200 บาทต่อไร่ต่อปี ทำให้ชาวไร่อ้อยขาดทุนประมาณไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งปัญหาการขาดทุนซ้ำซากเช่นนี้เป็นสาเหตุให้เกิดหนี้สินและที่ดินต้องหลุดมือไปเป็นจำนวนมาก แทนที่การทำไร่อ้อยจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแต่กลับทำให้เกษตรกรยิ่งจนลง

Facebook Comments