เมืองพลยื่นคำขาด ขยายอุโมงค์/ยกรางรถไฟฯ

           เมืองพลเปิดเวทีถกปัญหาอุโมงค์ทางลอด เล็ก แคบเป็นโค้งหักศอกอันตราย กระทบคนกว่า 1 แสนคน ผลการศึกษาอีเอชไอเอ ซ้ำเติมคนยากรุกรานวิถีชาวบ้าน ทำลายนิเวศธุรกิจและกระทบลูกโซ่รวมพลัง ชาวบ้าน นักเรียน ยื่นคำขาดขยายอุโมงค์หรือยกรางรถไฟทางคู่  

          ณ ห้องประชุมที่ว่าการ อ.พล จ.ขอนแก่น ชาวเมืองพลผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟทางคู่ช่วง จิระ-ขอนแก่น ช่วงตัดผ่านถนนสายอำเภอพลไปยังอำเภอแวงน้อย ทางโครงการได้ดำเนินก่อสร้างทางรอดใต้ทางรถไฟที่มีลักษณะเล็ก แคบ เป็นโค้งหักศอก รถพยาบาล รถดับเพลิง ตลอดจนรถบรรทุกไม่สามารถใช้งานทางรอดและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในวงกว้างกว่า 1 แสนคน

          จากผลการสำรวจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบระบุว่า อุโมงค์ทางลอดรางรถไฟทางคู่มีขนาดเพียง 2 ช่องทางจราจร กว้าง 4 เมตร สูง 2 เมตร 80 เซนติเมตร มีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 5,000 คน/วันจึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ยกราง ใครได้ใครเสียผลประโยชน์” มีวิทยากรเข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย   นายวิพัฒนาชัย พิมพ์หิน อดีตเลขาธิการ กป.อพช.ภาคอีสาน นางปัณฑมาพร พงษ์ธนู ครูโรงเรียนพล นายฉันท์ชัย ชานนท์ ผญ. บ.โนนเขวา ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย

       นายนริศ โชติชัยสถิตย์ นักธุรกิจ นักธุรกิจ และนายกิตติพงษ์ ผดุงศิริกุล นักธุรกิจ นายวิระชัย คุณเชิด สภาองค์กรชุมชนเมืองพล นายทองสุข พาหุรัตน์ สมาชิกสภาจังหวัดขอนแก่น และมีนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ นายอำเภอพล เป็นผู้รับฟังข้อเสนอเพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการแก้ไข

การพัฒนาซ้ำเติมคนยาก

        นายวิพัฒนาชัย พิมพ์หิน อดีตเลขาธิการ กป.อพช.ภาคอีสาน เปิดประเด็นอภิปรายผลกระทบของโครงการรถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่นว่า โครงการฯที่ดำเนินการโดยรัฐจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบของคนทุกหมู่เหล่ามิใช่ทอดทิ้งผู้ใดผู้หนึ่งไว้ข้างหลังให้เผชิญชะตากรรมอย่างยากลำบากแม้แต่ผู้เดียว

“หากพิจารณาโครงการรถไฟทางคู่ช่วงจิระ-ขอนแก่น ที่จะเปิดให้ดำเนินการปี 62 ในเร็วๆนี้ พบว่า อุโมงค์ทางลอดในเขตอำเภอพลจังหวัดขอนแก่นเชื่อมเส้นทางไปยังอำเภอแวงน้อย และเป็นเส้นทางเลี่ยงรถติดในช่วงเทศกาลไปกรุงเทพฯ นั้นได้สร้างผลกระทบต่อชาวอำเภอพลและผู้ที่สัญจรไปอำเภอแวงน้อย”

ผลกระทบดังกล่าวได้ละทิ้งซึ่งฐานบนความจริงที่ว่า ชาวบ้านต้องถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง กระทบวิถึชีวิตและชุมชน ทำลายระบบนิเวศทางสังคมของพี่น้องชาวเมืองพลและชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงอย่างมาก ข้อเสนอที่ควรพิจารณาให้ความสำคัญในโครงการพัฒนาจำเป็นดำเนินการควบคู่ไปในท่วงทำนองของการอยู่ร่วมกัน

“ชาวบ้านอยู่ได้ ประเทศอยู่ได้ การพัฒนาถึงจะสมดุล เราไม่ได้คัดค้านการพัฒนาและการพัฒนาก็ควรไม่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านเช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการสร้างรถไฟทางคู่ คือ ขนสินค้าเกษตรของชาวบ้านไปขาย เพื่อสร้างรายได้” นายวิพัฒนาชัย กล่าวและว่า

หากแต่..การสร้างทางลอดซึ่งมีขนาดเล็ก แคบ เป็นโค้งหักศอก เพื่อเข้ามาทดแทนผลกระทบ ยังเป็นวิธีการดำเนินการแก้ปัญหาที่ยังไม่ตรงตามความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบและย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์หลักของการก่อสร้างรถไฟทางคู่

“หากปล่อยผ่านให้โครงการดำการต่อไปโดยปราศจากการคำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง กระทั่งเปิดโครงการฯ จะเป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านจะได้รับการแก้ปัญหา ขณะที่ภาครัฐมองว่าข้อเรียกร้องของชาวบ้านเป็นอุปสรรคการดำเนินโครงการฯนั้น ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ท่านกำลังละทิ้งประชาชนและมองไม่เห็นความเดือดร้อนของคนยาก สิ่งนี้สะท้อนถึงธรรมาภิบาลในการดำเนินงานภาครัฐ ที่มีให้เห็นทุกยุคทุกสมัย” นายวิพัฒนาชัย กล่าวและว่า

ทั้งๆที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โฆษณาชวนเชื่อว่า เป้าหมายของรถไฟทางคู่ที่จะพัฒนาระบบขนถ่ายสินค้าเชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองพลนั้นไม่ใช่คำตอบที่ตรงตามวัตถุประสงค์ คนเล็กคนน้อยไม่ได้ประโยชน์

รุกรานวิถีชาวบ้าน

         นายฉันท์ชัย ชานนท์ ผญ. บ.โนนเขวา ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย กล่าวว่า ถนนสายเมืองพลไปอำเภอแวงน้อยเมื่อครั้งอดีตเป็นทางเกวียน ตนใช้สัญจรกับบิดาเพื่อมาค้าขาย ติดต่อราชการ ที่เมืองพลมาโดยตลอดตั้งแต่บรรพบุรุษ

“ต่อมาผมได้ยินว่ารัฐบาลจะสร้างรถไฟความเร็วสูงไปหนองคาย แต่เปลี่ยนมาเป็นรถไฟทางคู่แทน ผมก็รู้สึกดีใจว่าบ้านเมืองเรากำลังจะเจริญไปข้างหน้า แต่พอทำโครงการไปแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง การสร้างรถไฟทางคู่ ได้นำมาซึ่งการปิดกั้นเส้นทางการพัฒนาทางบกอย่างอื่น”

ในอนาคตถนนสายเมืองไปอำเภอแวงน้อย จะเป็นเส้นทางหลักของการเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด เป็นทางสำคัญอีกสายหนึ่งที่พี่น้องจะใช้สัญจรในช่วงเทศกาลที่ถนนมิตรภาพรถติดมากๆ ตนเชื่ออย่างยิ่งว่าถนนสายนี้จะได้รับการพัฒนาเป็น 4 ช่องทางจราจร

ทว่า.. การสร้างอุโมงค์ทางลอดใต้รางรถไฟทางคู่นั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบขนส่งโดยรถยนต์อย่างมาก เพราะรถบรรทุกพืชพลทางการเกษตร อ้อย มันฯ ปอ ของชาวบ้านที่มาขายยังตลาดเมืองพลไม่สามารถผ่านอุโมงค์ดังกล่าวได้

นอกจากนี้การขนส่งเกี่ยวกับปศุสัตว์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าจากตลาดนัดโค กระบือ เมืองพลไปยังทางตอนได้ของจังหวัดอุทัยธานีและประเทศเพื่อบ้านฝั่งตะวันตกได้รับผลกระทบร่วมด้วย

อีกทั้งประชาชนอำเภอเล็กๆรอบข้างที่ต้องเดินทางมาอำเภอพล เนื่องเพราะสถานที่ราชการอยู่ที่อำเภอพลโดยเฉพาะการเดินทางมาที่ศาลจังหวัดพล ต้องได้รับความเดือดร้อน

         นักเรียนเสนอยกทางรถไฟ

       นางปัณฑมาพร พงษ์ธนู ครูโรงเรียนพลพิทยาคม สะท้อนปัญหาว่า นักเรียนโรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของทางรถไฟทางคู่ คือ คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด

ตั้งแต่ปิดดำเนินโครงการก่อสร้างภาระทั้งหมดที่ใช้จ่ายสำหรับเดินทางมายังโรงเรียนเพิ่มขึ้น การใช้เวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น และภายหลังการก่อสร้างยิ่งซ้ำเติมให้นักเรียนแบกรับความเสี่ยงเนื่องจากเส้นทางดังกล่าวแคบและอันตรายเป็นโค้งหักศอก

“นักเรียนโรงเรียนเมืองพลฯจึงได้ออกมาแสดงพลังเรียกร้อง ให้แก้ปัญหาอุโมงค์ทางรอดรถไฟทางคู่ ตลอดจนปัญหาสภาพจราจรอื่นๆในเขตอำเภอพลอีกด้วย และมีข้อเรียกร้องของเขาเหล่านั้นว่า ต้องการให้รถไฟทางคู่ที่ผ่านเขตอำเภอพลยกระดับเท่านั้น” นางปัณฑมาพร กล่าว

 ทำลายนิเวศเศรษฐกิจ

        นายนริศ โชติชัยสถิตย์ นักธุรกิจ กล่าว ครอบครัวตนทำอาชีพค้าขายสินค้าอุปโภค บริโภค ตั้งแต่อดีตสืบต่อถึงปัจจุบัน ด้วยทำเลที่ตั้งของเมืองพลที่เป็นศูนย์กลางของอำเภอรอบข้างจึงเป็นพื้นที่รับ  สินค้าจากกรุงเทพฯมาขายและกระจายต่อไปยัง อ.แวงน้อย อ.แวงใหญ่ อ.โนนศิลา อ.ประทาย อ.หนองสองห้อง ฯลฯ

“ขณะที่พี่น้องมาติดต่อราชการที่เมืองพล ก็สามารถจับจ่าย ซื้อของ ของกิน ของใช้ กลับไปยังหมู่บ้านเพื่อดำรงชีวิต หรือ ขายต่อในหมู่บ้าน”

การดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ของรัฐบาลได้สร้างความเดือดร้อนให้คนทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแต่ธุรกิจท้องถิ่น เกษตรกร ชาวบ้าน ฯลฯ ผลกระทบจะรุกรามไปทั่วหากยังดำเนินการโดยปราศจากการคำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้อง จึงขอเสนอให้ผู้รับผิดชอบโครงการเร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วน โดยให้ยกทางรถไฟหรือขยายอุโมงค์

ผลกระทบลูกโซ่

      นายกิตติพงษ์ ผดุงศิริกุล นักธุรกิจ กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจในอำเภอพลจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการโครงการรถไฟทางคู่เนืองจากอุโมงค์ทางลอดไม่เอื้อให้เกิดการสัญจรในรูปแบบอื่นๆ ส่งผลให้ผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยน้อยลง มูลค่าทางเศรษฐกิจลดลง การจ้างงานลดลง

“หากโครงการรถไฟทางคู่พัฒนาเป็นรถไฟความเร็วสูงในอนาคต จะทำให้พี่น้องสองฝั่งตัดขาดกัน ทุกท่านในที่นี้คงสงสัยเห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ในเขตทางรถไปมาถึงตัวเมืองเจริญ แต่ข้ามเขตทางรถไฟออกไปนอกตัวเมืองทำไมไม่เจริญในขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงกัน นั้นเป็นเพราะมีรางรถไฟกั้นความเจริญของพี่น้อง” นายกิตติพงษ์ กล่าวและว่า

ความเหลื่อมล้ำของพี่น้องสองฝั่งก็จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น คุณภาพชีวิตของคนเมืองพลก็จะแย่ลง เพราะไม่มีรายได้จากหลายๆปัจจัยที่โครงการรถไฟทางคู่ได้สร้างผลกระทบ

“สภาพพื้นที่ของ อ.พล อ.แวงน้อย อ.แวงใหญ่ พี่น้องเราอยู่ร่วมกันทำมาค้าขายร่วมกันมาแต่ไหนแต่ไร นับจากนี้ไปหากทางลอดอุโมงค์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้ทั้งสามพื้นที่ตัดขาดกัน การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่าง 3 พื้นที่ ก็จะไม่ใช่เรื่องเล็กต่อไป”

      นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจโดยตรงคือกลุ่ม ค้าส่ง ร้านอาหาร บริษัทห้างร้านโรงสี ฉะนั้น ทางออกของปัญหาตนอยากเสนอให้ชะลอการเปิดใช้อุโมงค์ทางลอดที่แคบและอันตราย และค้นหาแนวทางอื่นๆในการช่วยอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวเมืองพล แวงน้อย แวงใหญ่ เดินทางสะดวกและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ป้องสิทธิของชุมชน

       นายวิระชัย คุณเชิด สภาองค์กรชุมชนเมืองพล กล่าวว่า การเปิดเวทีเสวนาเพื่อแสดงข้อห่วงกังวล ข้อเรียกร้องของประชาชน เป็นด้วยสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไขและบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้อง

      ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 46 และ 56 ว่าให้ชุมชนมีสิทธิดำรงอยู่และกําหนดเจตจํานงในการรวมตัว อนุรักษ์ปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่น มีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วม หากมีโครงการที่จะส่งผล กระทบต่อชุมชนเข้ามา ชุมชนสามารถฟ้องรองดําเนินคดีกับ โครงการนั้นหรือหน่วยงานรัฐได้

“เพราะฉะนั้นพี่น้องชาวเมืองพล แวงใหญ่ แวงน้อย ต้องออกมาร่วมกันสะท้อนปัญหาที่ได้ท่านได้รับความเดือดร้อนอย่างจริงจัง มิใช่บ่นอยู่ตามบ้าน แล้วโทษคนนั้น คนนี้ ภาคราชการเขาไม่รู้ หากพวกท่านไม่ออกมาและใครจะปกป้องสิทธิของตัวท่านในขณะที่ท่านไม่ปกป้องสิทธิของตนเอง” นายวิระชัย กล่าว

 

ผลการศึกษาซ้ำเติมประชาชน

       นายทองสุข พาหุรัตน์ สมาชิกสภาจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองพลและแวงน้อยเป็นเส้นทางเกรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการไปมาหาสู่กันของพื่น้องอย่างเห็นได้ชัด

“การรุกล้ำสิทธิอันชอบธรรมของชุมชนด้วยการยัดเยียดทางลอดอุโมงค์ใต้รถไฟทางคู่แคบๆ ซึ่งจากรูปการไม่น่าจะได้มาตรฐานที่เพียงพอจะอำนวยความสะดวกให้ชุมชนโดยรอบได้รับความสะดวกสบาย สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่กล้าที่จะออกมาบอกกล่าวแสดงความคิดเห็น เกรงกลัวว่าจะผิดกฎหมาย ทั้งๆที่มองดูก็พอจะรู้ได้เลยว่าจะส่งกระทบต่อตนเองอย่างแน่นอน”

       นายทองสุข กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาอีเอชไอเอที่ระบุว่าได้ทำการศึกษาสำรวจผลกระทบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีรายนามผู้ให้ข้อมูล มีผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นชอบบนหน้าเอกสารประกอบการก่อสร้างนั้น ไม่แน่ใจว่าท่านศึกษาให้ผ่านได้อย่างไร

“คนลงนามประกอบผลการศึกษา ผมอยากเห็น อยากถามกับตัวเองว่าเขาได้ให้ข้อมูลอย่างที่เขียนในรายงานหรือไม่ หากรู้ตัวว่าผิดควรแก้ไข ควรยุติเรื่องนี้ ผู้ที่มีส่วนในการอนุมัติก่อสร้างอุโมงค์ทางรอดขนาดเพียง 2 ช่องทางจราจร กว้าง 4 เมตร สูง 2 เมตร 80 เซนติเมตร ท่านจงรู้ไว้ว่าท่านได้ทำร้ายคนนับแสนคน”

เช่นเดียวกันในโครงการสร้างรถไฟทางคู่ที่ก่อปัญหาให้ชาวโคราช ชาวบ้านไผ่ บัดนี้ได้รับการแก้ไขปัญหาเพราะมีผู้นำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้ผู้ดำเนินงานก่อสร้างที่โคราชผู้ว่าราชการรับลูกและสานต่อกระทั่งผู้รับผิดชอบโครงการอนุมัติเงิน 1.3 พันล้านเพื่อแก้ไขปัญหา ที่บ้านไผ่อนุมัติ 913 ล้านบาท

“เมื่อโครงการดำเนินต่อไปจนเปิดให้ดำเนินการ ชาวบ้านต้องก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมไปชั่วลูกชั่วหลาน เส้นทางขนส่งสินค้าทางการเกษตร รถพยาบาล รถดับเพลิง ไม่สามารถผ่านได้อีกต่อไป ถ้าปล่อยไปแบบนี้จะเป็นตราบาปของคนในชั่วชีวิตเรา ลูกหลานจะกล่าวโทษว่าบรรพบุรุษไม่ได้สร้างบ้านไว้ให้เขา” นายทองสุข กล่าวและว่า

ข้อเสนอของตนที่ต้องการพลังประชาชนของชาวเมืองพลและอำเภอใกล้เคียง ได้ออกมาแสดงพลังให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คือ ต้องยุติการยัดเหยียดอุโมงค์ทางลอดที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนอันมีขนาดแคบ เล็ก หักศอกอันตรายให้ขยายขนาดเป็น 4 ช่องทางจราจร เพิ่มขนาดให้รถพยาบาล รถดับเพลิง รถขนส่งสินค้าทางการเกษตร สามารถใช้ประโยชน์ได้

ภาคราชการพร้อมแก้ปัญหา

          ด้าน นายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ นายอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ทางราชการไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องความทุกข์ร้อนใจของพี่น้องประชาชนมาบอกกล่าวให้ได้รับทราบ ตนได้นำเสนอข้อเรียกร้องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานที่เกี่ยวให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

          “ข่าวดีที่เราชาวเมืองพลจะได้รับเบื้องต้น คณะผู้ตรวจการโครงการฯจะเดินทางมายังพื้นที่ที่เป็นปัญหาในช่วงกลางเดือน ส.ค. 61 ที่จะถึงนี้ ทางอำเภอจะรวบรวมสภาพปัญหาทั้งหมดเพื่อให้ทางโครงการรถไฟทางคู่ได้ทราบปัญหาและข้อเสนอที่พี่น้องต้องการให้ได้รับการแก้ไข” นายศิริวัฒน์ กล่าว

Facebook Comments