ชิงอธิการฯมข.ปะทุ ! “อภิรัฐ” ประกาศฟ้องศาลปกครอง

       พลันที่ผลคะแนนของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ปรากฏออกมาว่า ผู้ที่ได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการสรรหาอธิการบดีในรอบสุดท้ายที่จะได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นจำนวน 3 คนได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ และศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี จากบุคคลที่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯจำนวน 5 คน

       นั่นหมายความว่า ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น อาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ และประธานมูลนิธิตะวันฉาย “สอบตก”หรือไม่ผ่านการพิจารณา

      ผลการพิจารณาดังกล่าวได้สร้างความแปลกใจให้แก่บุคลากรมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปที่สนใจติดตามการสรรหาอธิการบดีมข.ครั้งนี้อย่างยิ่ง แม้ศ.นพ.บวรศิลป์จะไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย เนื่องเพราะประสบการณ์ในการบริหารและผลการหยั่งเสียงของบุคลากรผ่านหน่วยงาน 35 องค์กรตามประกาศของคณะกรรมการสรรหาฯนั้นเขามีคะแนนเพียง 1 คะแนน

     ทว่า..สำหรับ ศ.ดร.อภิรัฐ ที่แม้คะแนนจะพลิกผันไปมาแต่สุดท้ายก็มีข้อสรุปชัดเจนว่า เขามีคะแนนเป็นอันดับ 1 ในจำนวน 5 คนที่เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ คือ 21คะแนน โดยบุคคลที่ได้รับคะแนนอันดับสองได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์ 19 คะแนน อันดับสามได้แก่ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ 18 คะแนน

      ด้วยผลคะแนนดังกล่าวประกอบกับศ.ดร.อภิรัฐ ซึ่งมีประสบการณ์การบริหารงานมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นถึงศาสตราจารย์ทและปัจจุบันเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอดีตรองอธิการบดีฯ มีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติ ทุกคนต่างเชื่อว่าบุคคลที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯในรอบต่อไปจะได้แก่บุคคลที่ได้รับคะแนนหยั่งเสียงสูงสุด 3 คนข้างต้น

      แต่ปรากฏว่า ศ.ดร.อภิรัฐ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับคะแนนสูงสุดกลับสอบไม่ผ่าน และบุคคลที่ได้รับคะแนนเป็นอันดับสี่คือ รศ.นพ.ชาญชัย คือได้เพียง 10 คะแนนกลับได้รับการพิจารณาเข้ามาเป็นหนึ่งในสามที่ผ่านการพิจารณารอบแรกแทน

หลังจากผลการพิจารณาปรากฏออกมายังไม่ทันข้ามวัน ศ.ดร.อภิรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “ขอบพระคุณทุกคะแนนเสียงของประชากรมข.ที่ให้คะแนนผมมาเป็นอันดับ 1 แต่ยังไม่สามารถฝ่าด่านแรกได้ครับ”จากนั้นก็มีการโฟสต์ข้อความให้กำลังใจจากบุคลากรจำนวนมากและหนึ่งในคำตอบของศ.อภิรัฐระบุว่า

 “เขายังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่ง” นั่นหมายความ เขาน่าจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการพิจารณาว่าคณะกรรมการสรรหาฯนั้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

    ก่อนหน้านี้ “อีสานบิซ” ได้เคยวิเคราะห์มุมมองของสภามหาวิทยาลัยฯ ต่อบุคลิก แนวคิดและนโยบายของศ.ดร.อภิรัฐว่า ไม่น่าจะสอดคล้องกับความต้องการของสภามหาวิทยาลัยฯ ภายใต้การนำของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภาฯ และทีมบริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันภายใต้การนำของรศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี สามารถติดตามอ่านย้อนหลังได้ใน…..๑๑๑๑๑

      เราต้องเข้าใจว่า คณะกรรมการสรรหาฯ จำนวน 11 คน ก็คือส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวน 30 คนนั่นเอง ดังนั้นแนวคิดและทิศทางของกรรมการสรรหาฯคงไม่ได้แตกต่างไปจากคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยชุดใหญ่มากนัก

  คณะกรรมการสรรหาฯชุดนี้มีนายเตช บุนนาค อุปนายกสภามหาวิทยาลัย (อดีตเอกอัคราชทูตและอดีตรมว.ต่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นประธานฯ ประกอบด้วยคณะกรรมการฯอีกจำนวน 10 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยฯ โดยมีดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภาฯเป็นผู้ลงนามแต่งตั้งประกอบด้วย

      นายสุรพล เพชรวรา กรรมการสภาฯผู้คุณวุฒิภายนอก (อดีตเอกอัคราชทูตฯผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศ) นายวิชัย ธัญพาณิชย์ กรรมการสภาฯผู้ทรงวุฒิภายนอก (อดีตอธิบดีอัยการภาค 4) รศ.ดร.สมหมาย ปรีเปรม กรรมการสภาฯผู้แทนผู้บริหาร รศ.วนิดา แก่นอากาศ กรรมการสภาฯผู้แทนผู้บริหาร รศ.เจนจิรา เรืองชยจตุรพร กรรมการสภาฯผู้แทนคณาจารย์ประจำ รศ.รัชพล สันติวรากร กรรมการสภาฯผู้แทนคณาจารย์ประจำ

     นายบุญฤทธิ์ สมบัติหลาย กรรมการสภาฯจากสภาพนักงานประจำ ที่ไม่ใช่คณาจารย์ประจำ นายเศกสิทธิ์ สังดี รองประธานสภาพนักงาน เข้ามาเป็นกรรมการฯในสัดส่วนของสภาพนักงานแทน ผศ.สุทิน เวียนวิวัฒน์ ประธานสภาพนักงาน ที่ลาออกออกไป นายอำนาจ พรหมสูตร ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย และนายสมศักดิ์ แต้เจริญวิริยะกุล นายกสมาคมศิษย์เก่าฯ

   ความน่าสนใจก็คือ ทำไม ? คณะกรรมการสรรหาฯจึงได้พิจารณา “คัดออก” ศ.ดร.อภิรัฐ ในรอบแรกซึ่งดูเหมือนไม่ฉลาดเลย เพราะเสี่ยงอย่างมากต่อข้อครหาว่า ไม่สนใจฟังเสียงประชากรส่วนใหญ่ เนื่องเพราะศ.ดร.อภิรัฐนั้น ได้คะแนนสูงสุด และเสี่ยงอย่างมากต่อการออกมาร้องเรียนของ ศ.ดร.อภิรัฐ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีเจตนาที่ให้เขาไม่ผ่านการพิจารณา

     ทว่า…หากมองลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง อาจเห็นว่าเป็นความชาญฉลาดของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเกมนี้ ในการเอาคณะกรรมการสรรหาฯมาเป็น “บัพเฟอร์” หรือ “กันชน” ให้กับสภามหาวิทยาลัยฯ เพราะในประกาศว่าด้วยการสรรหาฯได้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ในการพิจารณากลั่นกรองบุคคลที่เข้าสู่กระบวนการโดยไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องความนิยมหรือผลคะแนนการหยั่งเสียง

    ดังนั้นหากศ.ดร.อภิรัฐ ไม่พอใจกระบวนการสรรหาฯก็อาจจะไม่สามารถฟ้องสภามหาวิทยาลัยฯได้โดยตรง เพราะสภามหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้เป็นผู้พิจารณา “คัดออก” เขา และคณะกรรมการสรรหาฯก็จะอ้างถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 3 องค์ประกอบหลัก

   องค์ประกอบแรกคือ แนวคิดและนโยบาย กำหนดค่าคะแนนรวมไว้ 60 คะแนน แบ่งเป็น 4 ข้อย่อย ได้แก่ 1.วิสัยทัศน์ศักยภาพการบริหารนำความเจริญและชื่อเสียงสู่มหาวิทยาลัย 2.มีความมุ่งมั่น และความสามารถที่จะปฎิบัติตามพันธกิจและนโยบายที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดให้บรรลุเป้าหมายได้ 3.มีความสามารถที่จะปฏิบัติพันธกิจและนโยบายตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดด้วยหลักการบริหารแบบธรรมาภิบาล และ 4.มีความรู้ความเข้าใจระบบการศึกษาของชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษา

   องค์ประกอบที่สอง คุณลักษณะส่วนบุคคล กำหนดค่าคะแนนรวมไว้ 20 คะแนน ประกอบด้วย 8 ข้อย่อยดังนี้ 1.เป็นผู้มีสุขภาพดี 2.เป็นผู้มีภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ และบุคลิกภาพดี 3.เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใส รับผิดชอบ 4.เป็นผู้มีภาวะผู้นำ และมีสมรรถนะในการสร้างทีมงานที่ดี 5.มีความกล้าในการตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยในระยะยาว

   6.มีความตั้งใจทุ่มเท เอาใจใส่ สอดส่องดูแล รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาและบุคลากรอย่างจริงจัง 7.มีความสามารถด้านการสื่อสารองค์กร การประสานงาน และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและประชาคมภายในมหาวิทยาลัยรวมทั้งหน่วยงานภายใน รวมทั้งภายนอกมหาวิทยาลัยและนานาชาติ 8.มีความสามารถเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยในเวทีนานาชาติ

      องค์ประกอบที่สาม ประวัติและผลงาน กำหนดค่าคะแนนรวม 20 คะแนน แบ่งเป็น 2 ข้อย่อย ได้แก่  1.มีประสบการณ์และสัมฤทธิ์ผลในการบริหารมหาวิทยาลัย หรือองค์กรอื่นๆซึ่งเป็นที่ยอมรับ 2.มีผลงานโดดเด่นในด้านวิชาการและมีศักดิ์ศรีทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในสังคมและวงการวิชาชีพ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ

      เบื้องลึกของการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ในวันที่ 3 ตุลาคม – 4 ตุลาคม 2561 เพื่อพิจารณาคัดสรรบุคคลที่เข้าสู่กระบวนการมีคณะกรรมการสรรหาฯเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 11 คน โดยนายเตซ บุนนาค ทำหน้าที่เป็นประธาน ฯการประชุมในวันที่ 3 ตุลาคม คณะกรรมการฯได้มีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการให้คะแนนตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ตามรายละเอียดข้างบนควรกำหนดกรอบการให้คะแนนแบ่งเป็นระดับ เช่น A+ เกณฑ์คะแนน 90-100 คะแนน A เกณฑ์คะแนน 80 – 90 คะแนน หรือ B + เกณฑ์การให้คะแนน 70 – 80 คะแนน

      ไล่ลงมาเป็น C+ เป็น C หรือเป็น D เฉลี่ยตามเกณฑ์และกรอบที่คณะกรรมการสรรหาฯได้กำหนดไว้เพื่อไม่ให้คณะกรรมการฯให้คะแนนกว้างเกินไป และอาจทำให้เกิดความลำเอียงของคณะกรรมการฯบางคนที่อาจชอบหรือไม่ชอบผู้ใดเป็นการส่วนตัวและดูเหมือนว่าที่ประชุมจะได้ข้อยุติตามนั้น

      ทว่า…ในการประชุมวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯทั้ง 5 คน ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯคนละ 15 นาที จากนั้นให้เวลาในการตอบคำถามคณะกรรมการฯอีกคนละ 30 นาที รวมเป็น 45 นาที โดยเมื่อเสร็จจากบุคคลแรกจะพัก 5 นาทีก่อนที่จะเริ่มให้บุคคลต่อไปได้แสดงวิสัยทัศน์

     บุคคลที่จับสลากได้แสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรกได้แก่ ศ.ดร.บวรศิลป์ อันดับสองได้แก่ ศ.ดร.ศุภชัย อันดับสามได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา และอันดับสุดท้าย รศ.นพ.ชาญชัย เสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดเวลาประมาณ 15.00 น.คณะกรรมการสรรหาฯจึงได้หารือร่วมกันในการให้คะแนน

“ก่อนที่จะมีการลงคะแนนได้มีการเสนอให้เป็นการประชุมลับ และให้การลงคะแนนเป็นไปโดยอิสระ ไม่จำเป็นต้องใช้กรอบในการหารือ ที่จะแบ่งเกณฑ์การคะแนนออกมาเป็นระดับ จากนั้นก็มีการเร่งรัดให้การประชุมได้เสร็จสิ้นโดยเร็วเนื่องจากคณะกรรมการจำนวนหนึ่งต้องรีบเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ” แหล่งข่าวคนหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาฯเล่าให้ฟัง

    หลังจากลงคะแนนและรวมผลออกมาปรากฏว่า มีบัตรเสีย 2 คน จึงเหลือผู้ลงคะแนนเพียง 9 คน โดยคะแนนอันดับหนึ่งได้แก่ รศ.นพ.ชาญชัย 794 คะแนน อันดับสองได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา 767 คะแนน อันดับสามได้แก่ ศ.ดร.ศุภชัย 762 อันดับ 4 ได้แก่ ศ.ดร.ศุภชัย 729 คะแนนและอันดับห้าได้แก่ ศ.นพ.บวรศิลป์ 705 คะแนนจึงเป็นผลให้อันดับหนึ่งถึงอันดับสามผ่านเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯในรอบสุดท้ายต่อไป

    วิธีการรวบรัดกระบวนการของคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเดินเกมโดยหนึ่งในทีมบริหารมหาวิทยาลัยได้ถูกตั้งคำถามว่า อาจมีเจตนาแอบแฝงในการสนับสนุนบางคนอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้กำหนดกรอบการให้คะแนนเป็นระดับทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ในเรื่องคุณสมบัติหรือหลักเกณฑ์การให้คะแนนที่เหมาะสม

“เพิ่งรู้ว่านักวิชาการก็มีการใช้วิธีการแบบนี้ ถ้าเล่นแบบนี้กูก็ทำได้ยิ่งกว่านี้อีก” เป็นเสียงสะท้อนจากกรรมการสรรหาฯคนหนึ่งเมื่อเห็นวิธีการดำเนินการรวบรัดเช่นนั้น

 ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ แม้จะถูกระบุว่า เป็นความลับแต่ก็ไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้ เพราะไม่ทันข้ามวัน ศ.ดร.อภิรัฐ ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว ขอบคุณบุคลากรที่เลือกเขาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถผ่านด่านแรกของการพิจารณาได้และระบุว่า “เรื่องยังไม่จบนะครับ ผมยังมีศาลปกครองเป็นที่พึ่งครับ”

    นั่นหมายความว่า เขาอาจจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า ศ.ดร.อภิรัฐได้ยื่นอุทรณ์ขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการจริยธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว จึงเป็นไปได้สูงว่าเขาจะดำเนินการยื่นฟ้องหรือขอคุ้มครองชั่วคราวจากศาลปกครองต่อไปอย่างแน่นอน

    หากเป็นเช่นนี้คงจะต้องรอดูว่า ศาลปกครองจะพิจารณารับคำฟ้องหรือไม่ ซึ่งหากศาลรับคำฟ้องกระบวนการสรรหาอธิการฯก็อาจจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน แต่หากศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง กระบวนการสรรหาฯก็จะเดินหน้าต่อไปโดยบุคคลที่ผ่านการพิจารณาทั้ง 3 คนจะเข้านำเสนอวิสัยทัศน์รอบสุดท้ายต่อสภามหาวิทยาลัย ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 เพื่อตัดสินว่า

    ใครจะได้เป็นอธิการบดีคนที่ 11 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นต่อไป…….แต่เชื่อได้การสรรหาอธิการบดีมข.ครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆอย่างแน่นอน โดยปัจจัยสำคัญก็คือ
กระบวนการพิจารณาของสภามหา วิทยาลัยฯนั้น จะต้องมีความรอบคอบรัดกุมทั้งในแง่ของกฎหมาย และไม่ลุแก่อำนาจโดยอ้างกฎหมายเท่านั้น ควรจะคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจด้วยเพราะไม่เช่นนั้นปัญหาของมหาวิทยาลัยจะลุกลามบานปลายออกไปแน่นอน

Facebook Comments