อธิการมข.“ล็อคสเป็ค” ค้านสายตาประชากร/จับตาคลื่นใต้น้ำ…?

       สภามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีมติเลือก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น คนที่ 11 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

       นับได้ว่าเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของคณะแพทย์ฯมข.ที่ผู้บริหารสามารถก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดของมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ

        หลังจากร้างลาจากตำแหน่งอธิการฯมานานถึง 23 ปีเต็ม โดยมีศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ เป็นอธิการบดีมข.จากคณะแพทย์ฯเป็นคนสุดท้าย ระหว่างปี 2535 – 2538 ที่ได้เข้าดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ไม่นับรวมในช่วงที่ รศ.นพ.สุชาติ อารีมิตร เป็นรักษาการฯสั้นช่วงปี 2541- 2542

        การสรรหาอธิการบดีฯรอบสุดท้ายมีบุคคลผ่านเข้าสู่กระบวนการฯ 3 คน จากจำนวน 5 คนที่ถูกทาบทามให้เข้าสู่กระบวนการฯได้แก่ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ฯ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี

        โดยบุคคลที่ตัดออก 2 คนได้แก่ ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น ประธานมูลนิธิตะวันฉาย

       ภายหลังการประกาศรายชื่อบุคคลเข้ารอบสุดท้าย 3 คน ออกมา ศ.ดร.อภิรัฐ ซึ่งได้รับคะแนนหยั่งเสียงขั้นตอนแรกสูงที่สุดได้ยื่นอุทรณ์ต่อสภามหาวิทยาลัยฯกล่าวหาว่า กระบวนการสรรหาฯเป็นไปโดยมิชอบมีเจตนาให้เขาได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ทำให้ไม่สามารถผ่านเข้าสู่กระบวนการสรรหาในรอบสุดท้าย

       เขาขอให้สภามหาวิทยาลัยฯทบทวนกระบวนการใหม่และพิจารณาเสนอชื่อเขาเข้าสู่กระบวนการสรรหาในรอบสุดท้ายด้วย แต่สภามหาวิทยาลัยฯออกมายืนยันว่ากระบวนการสรรหาฯเป็นไปโดยชอบแล้วและเดินหน้าการสรรหาฯต่อไป ศ.ดร.อภิรัฐได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 22 ต.ค. เพื่อให้ขอมีการคุ้มครองชั่วคราว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลฯว่าจะทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเมื่อไหร่

       การประชุมสภามหาวิทยาลัยฯเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ประชุมฯได้มีมติเลือก รศ.ดร.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมข.คนที่ 11 ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2562 – 6 ก.พ.2566

      โดยขั้นตอนต่อไปสภามหาวิทยาลัยฯจะเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และกระทรวงศึกษาธิการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป

       การสรรหาอธิการบดีมข.คนใหม่ เนื่องเพราะวาระในการดำรงตำแหน่งของรศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีฯคนปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 6 ก.พ.2562

        สภามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีขึ้นมา 1 ชุด จำนวน 11 คน โดยมีนายเตซ บุนนาค อุปนายกสภามหาวิทยาลัยฯ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ในการออกระเบียบข้อบังคับและพิจารณากลั่นกรองบุคคลเพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ

        ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหาฯได้จัดเวทีชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนต่างๆกระบวนการต่างๆ ต่อประชากรมข.เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 สาระสำคัญโดยสรุปคือ การสรรหาฯครั้งนี้จะใช้วิธีการหยั่งเสียงจากประชากรมข.ผ่าน 35 หน่วยงาน จะให้มีการลงคะแนนในวันที่ 6 กันยายน 2561 โดยจะไม่ใช้คะแนนเสียงข้างมากเป็นตัวกำหนดเพียงแต่อาจนำมาประกอบการพิจารณาเท่านั้น

        ในขั้นตอนการหยั่งเสียงจากบุคลากร 35 หน่วยงาน ด้วยการนับคะแนนเสียงเท่ากันระหว่างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ แม้เสียงคะแนนเสียงจะพลิกผันกลับไปมา แต่สุดท้าย ศ.ดร.อภิรัฐได้คะแนนอันดับหนึ่ง คือ 21 คะแนน รศ.ดร.กุลธิดา ได้คะแนนอันดับสอง 19 คะแนน และศ.ดร.ศุภชัย ได้คะแนนอันดับสาม 18 คะแนน รศ.นพ.ชาญชัย ได้คะแนนเป็นอันดับสี่ 10 คะแนน และศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่นได้คะแนนมาเป็นอันดับห้า 1 คะแนน

       หลังจากผลคะแนนออกมาในวันรุ่งขึ้น 7 ก.ย.2561 คณะกรรมการสรรหาฯได้ทาบทามบุคคลเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯทั้งหมด 5 คน โดยไม่ได้ตัดใครออกในรอบแรกเลย

       ทั้งที่คะแนนความนิยมจากบุคลากรของรศ.นพ.ชาญชัย มาเป็นอันดับ 4 คือ ได้คะแนนเพียง 10 คะแนน ขณะที่แคนดิเดท 3 คนได้แก่ ศ.ดร.อภิรัฐ รศ.ดร.กุลธิดา และศ.ดร.ศุภชัย นั้นเกาะกลุ่มมาด้วยกันคือ 21 / 19/ 18 แต่ละคนห่างกันเฉลี่ยเพียงคะแนนเดียว

        เป็นข้อสังเกตว่า คณะกรรมการสรรหาฯอาจให้น้ำหนักหรือสนใจ รศ.นพ.ชาญชัย ไว้ล่วงหน้าจึงได้ทาบทามรศ.นพ.ชาญชัย เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ แต่เพื่อไม่ให้ดูว่าเป็นการเจตนาที่ชัดเจนมากนัก จึงได้ทาบทาม ศ.นพ.บวรศิลป์  เข้าสู่กระบวนการด้วยอีกคนหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาฯไม่ได้ใช้คะแนนความนิยมมาเป็นตัวกำหนด

        ทว่า..หากจะมองอีกด้านหนึ่งคณะกรรมการสรรหาฯตัดสินใจดังกล่าว อาจจะเห็นความสำคัญของผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหากฯทั้ง 5 คนว่า มีความตั้งใจที่จะเข้าไปมีส่วนในการบริหารมหาวิทยาลัยและได้มีการเตรียมตัวมาก่อนอยู่แล้วจึงน่าจะให้โอกาสทุกคนในการแสดงวิสัยทัศน์ด้วยการทาบทามเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯทั้งหมด

       จากนั้น วันที่ 4 ต.ค. ผู้เข้ารับการสรรหาทั้ง 5 ได้เข้าสู่ขั้นตอนการสัมภาษณ์และนำเสนอวิสัยทัศน์ ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ โดยมีนายเตช บุนนาค ทำหน้าที่เป็นประธานฯ หลังจากการลงคะแนนปรากฏว่า ศ.ดร.อภิรัฐ ที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งในการหยั่งเสียงของประชากร ไม่ผ่านการพิจารณา

      ผลการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯจำนวน 11 คน เป็นบัตรเสีย 2 บัตรดี 9  ผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งคือ รศ.นพ.ชาญชัย 794 คะแนน อันดับสองได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา 777 คะแนนและอันดับสามได้แก่ ศ.ดร.ศุภชัย 762 คะแนน อันดับสี่ได้แก่ ศ.ดร.อภิรัฐ 729 คะแนน อันดับห้าได้แก่ ศ.นพ.บวรศิลป์ 705 คะแนน

      ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาฯจึงได้เสนอชื่อบุคคล 3 อันดับแรก เข้าสู่การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยฯ และตัดรายชื่อออกไป 2 คน ได้แก่ ศ.ดร.อภิรัฐ และศ.นพ.บวรศิลป์

      ศ.ดร.อภิรัฐได้ทำหนังสืออุทรณ์ต่อสภามหาวิทยาลัยฯ  โดยระบุว่า คณะกรรมการสรรหาฯเลือกปฏิบัติและไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและมีหลักฐานรองรับ ตลอดจนกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ที่จะดำเนินการในลักษณะกระทบสิทธิ์หรือตัดสิทธิ์เขาที่ได้คะแนนเสียงจากบุคลากรในการเป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดี

     นอกจากนี้คณะกรรมการสรรหาฯก็มีอำนาจเพียงกลั่นกรองคุณสมบัติเพื่อหาตัวบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งอธิการบดีและจัดทำรายชื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯเท่านั้น การก้าวล่วงมาตัดสิทธิ์ของเขาจึงเป็นการกระทำผิดขั้นตอนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นเขาได้ยื่นฟ้องศาลปกครองในวันที่ 22 ต.ค.2561

      ขณะเดียวกัน รศ.เจนจิรา เรืองชยจตุพร อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยในสัดส่วนผู้แทนคณาจารย์ที่มาจากการเลือกตั้ง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสรรฯได้ออกมาทำหนังสือ ลงวันที่ 12 ต.ค.61 ขอถอนรายชื่อรับรองบุคคลเพื่อเข้าร่วมการสรรหาอธิการบดี

      ทั้งนี้โดยอ้างว่าที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 4 ต.ค.61 ได้มีการกระบวนการลงคะแนนที่ไม่สมบูรณ์ มีการทำบัตรเสีย 2 บัตร และมีกรรมการฯ 1 คนนำคะแนนมายื่น หลังจากที่ได้มีการนับคะแนนโดยเปิดเผยไปแล้ว รวมทั้งมีการให้คะแนนผิดปกติ

      พร้อมกับระบุว่า ในการลงคะแนนให้ศาสตราจารย์ดร.คนหนึ่งได้ 100 คะแนนเต็ม แต่ลงคะแนนให้ศาสตราจารย์ดร.อีกคนหนึ่งเพียง 52 คะแนน ซึ่งเธอได้มีการทักท้วงในการประชุมสภามหาวิทยาลัยฯเมื่อวันที่ 10 ต.ค.แต่ไม่ได้มีการพิจารณาจึงขอถอนรายชื่อออกจากการรับรองบุคคลที่เข้าร่วมการสรรหาอธิการบดีฯ

       อย่างไรก็ตาม สภามหาวิทยาลัยฯได้ออกมายืนยันว่า กระบวนการสรรหาฯที่ผ่านมาได้ดำเนินการโดยชอบแล้ว โดยคณะกรรมการสรรหาฯได้เสนอรายชื่อบุคคลให้คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีมข.คนที่ 11

      เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยฯทำหน้าที่เป็นประธานฯ โดยมีคณะกรรมการสภาฯจำนวน 29 คน มีผู้เข้าร่วมประชุม 24 คน บุคคลที่ไม่เข้าประชุมได้แก่ นายเตช บุนนาค อุปนายกสภาฯ (ลาป่วย) รวมทั้งก่อนหน้านี้มีกรรมการสภาฯลาออก 2 คนได้แก่ ศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น กรรมการสภาสัดส่วนผู้แทนคณาจารย์ประจำ (ลาออกหลังจากไม่ผ่านกระบวนการสรรหาในรอบแรก) และดร.ทวีศักดิ์  ก่ออนันตกูล กรรมการสภาฯสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ลาออกไปปฏิบัติภารกิจในองค์กรอิสระ

     ที่เหลือ 2 คนได้แก่ รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข กรรมการสภาฯสัดส่วนผู้แทนคณบดี และรศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะ กรรมการสภาฯสัดส่วนผู้แทนคณบดี เป็นผู้เข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ

      หลังจากที่ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์คนละ 30 นาที และตอบคำถามกรรมการสภาฯแล้วที่ประชุมจึงได้พิจารณาลงคะแนน โดยการลงคะแนนรอบแรก บุคคลที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งได้แก่ รศ.นพ.ชาญชัย 12 คะแนน ศ.ดร.ศุภชัย 6 คะแนน และรศ.ดร.กุลธิดา 3 คะแนน ไม่ออกเสียง 2 คะแนน

       อย่างไรก็ตามเนื่องจากในข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีฯระบุว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี จะต้องได้คะแนนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมประชุมคือ 13 เสียง ที่ประชุมจึงได้นำรายชื่อผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและอันดับสองมาโหวตรอบที่ 2 ผลปรากฏว่า รศ.นพ.ชาญชัย 16 คะแนน ศ.ดร.ศุภชัย ได้ 6 คะแนน ไม่ออกเสียง 2 คะแนน

      ดังนั้นที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย จึงได้มีมติเลือก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ เป็นว่าที่อธิการบดีคนที่ 11 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วาระตำแหน่ง 6 ก.พ.62 – 6 ก.พ.66 ซึ่งในขั้นตอนต่อไปจะได้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าต่อไป

      นับแต่นี้ไป สิ่งที่เราจะติดตามก็คือ ทีมผู้บริหาร ของรศ.นพ.ชาญชัย จะเป็นใครบ้าง และปัญหาความขัดแย้งที่เสมือนเป็นคลื่นใต้น้ำของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเฉพาะคดีความต่างๆ ที่เกิดก่อนและในช่วงการสรรหาอธิการบดีจะจบลงเช่นใด

       เมื่ออธิการบดีคนใหม่ “รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล” คณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ที่จะก้างขึ้นรับตำแหน่งใหม่นั้น ถูกมองว่า เป็น “อธิการบดีล็อคสเป็ค”                                

                “ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รศ.นพ.ชาญชัย ได้รับคะแนนจากสภามหาวิทยาลัย น่าจะมาจาก “ธงนโยบาย”ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และผ่านพิสูจน์ว่าแล้ว “ทำได้” ไม่ล่องลอย”

         

       เบื้องลึกสรรหาฯอธิการมข.  เมื่อ“ม้านอกสายตา”เข้าวิน

      อาจจะถือได้ว่าเป็น “ม้านอกสายตา” สำหรับประชากรมข.หรือประชาชนทั่วไป เมื่อสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มีมติเลือก รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมข.คนที่ 11 ต่อมาจาก รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีที่จะหมดวาระในวันที่ 6 ก.พ.2562 นี้

      ด้วยบุคลิกแบบ “หมอ” ที่ไม่ใคร่สนใจกับสังคมภายนอกมากนัก และการทำงานที่เติบโตมาแบบราบเรียบตามเส้นทางคล้ายข้าราชการประจำ ที่บุคคลภายนอกไม่เห็นความโดดเด่นอะไรของรศ.นพ.ชาญชัย แต่ในทางตรงกันข้าม กรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นส่วนใหญ่มองเห็นศักยภาพของเขา

      มองผ่านคะแนน “รอบแรก” ที่ปรากฏ รศ.นพ.ชาญชัย 12 คะแนน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยฯ 6 คะแนน และรศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์ 3 คะแนน จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 24 คน งดออกเสียง 2 เสียง (รอบสอง รศ.นพ.ชาญชัย 16 คะแนน ศ.ดร.ศุภชัย 6 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน)

     คะแนนของรศ.ดร.กุลธิดา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความนิยมจากบุคลากรสูงสุดและถูกคาดการณ์ว่า เป็น “เต็งหนึ่ง” ด้วยคะแนนความนิยมของบุคลากร 35 หน่วยงาน อันดับหนึ่ง 17 หน่วยงาน (คะแนนรวม 19 หน่วยงาน) ศ.ดร.ศุภชัย 9 หน่วยงาน (คะแนนรวม 18 หน่วยงาน) และรศ.นพ.ชาญชัย 7 หน่วยงาน (คะแนนรวม 10 หน่วยงาน)

     ทว่า…รศ.ดร.กุลธิดาได้รับคะแนนเสียงน้อยที่สุด สภามหาวิทยาลัยฯจึงมองต่างมุมกับบุคลากร สมมุติฐานข้อจำกัดของความเป็น “ผู้หญิง” หรือ ศาสตร์วิชาการ “สายสังคม” ยังคงต้องถูกวางตั้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้พิสูจน์ต่อไปว่า ไม่ใช่ข้อจำกัดในการก้าวสู่ตำแหน่งอธิการบดีมข.

     ชัดเจนอีกประการหนึ่ง รศ.ดร.กิตติชัย ไม่น่าจะให้การสนับสนุน รศ.ดร.กุลธิดา ตามที่หลายคนเข้าใจก่อนหน้านี้ เพราะคะแนนออกมาน้อยมาก โดยบุคคลที่รศ.ดร.กิตติชัย อาจจะให้การสนับสนุนน่าจะเป็น ศ.ดร.ศุภชัย รองอธิการฝ่ายวิจัยฯในทีมบริหารเดียวกัน

     มองไปที่ศ.ดร.ศุภชัย นักวิชาการรุ่นใหม่ เขาถูกระบุว่า เสนอวิสัยทัศน์ได้ดี น่าสนใจกระชับได้ใจความมองเห็นอนาคต แต่ถูกจำกัดด้วยประสบการณ์ในการบริหารที่สภามหาวิ่ทยาลัยฯ ไม่อาจไว้วางใจให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเบอร์หนึ่งในสถานการณ์วิกฤตการศึกษา และการเปลี่ยนผ่านการบริหารที่มหาวิทยาลัยต้องดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับ รศ.นพ.ชาญชัย คณบดีคณะแพทย์

      มองที่รศ.นพ.ชาญชัย ผู้ได้รับความไว้วางใจ เชื่อว่าเขาน่าจะได้มีการวางแผนและเตรียมการมาแล้วอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ได้เป็นมวยไม่มีชั้นเชิง เนื่องเพราะย้อนไปดูประวัติพบว่า เขาเคยเป็นนักกิจกรรมตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ฯและเคยมีบทบาทเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง “พฤษภาทมิฬ” ช่วงปี 2535

      ช่วงก่อนการสรรหาจะเริ่มขึ้นขณะที่แคนดิเดทคนอื่นๆเปิดตัวออกแล้วว่าจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาฯ เขากลับเก็บตัวเงียบสนิท จนหลายคนสงสัยว่าจะเข้าสู่กระบวนการสรรหาหรือไม่ ?

     กระทั่งเวลางวดเข้ามาจึงได้เปิดตัว และมุ่งเน้นนโยบายที่โครงการศูนย์กลางความเป็นเลิศทางการแพทย์ หรือ “เมดิคัลฮับ”ที่จะสร้างอาคารสูงและเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยให้ได้ 5,000 เตียง

     ทั้งที่เป็นประเด็นที่ยังคงมีข้อถกเถียงทางสังคมอยู่ว่า ประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือ ? บางคนมองว่า เป็นการตอกย้ำถึงความไม่เหมาะสมสำหรับการเข้ามาเป็น “อธิการบดีมข.” ที่ไม่ใช่ “อธิการบดีคณะแพทย์”

     ทว่า..เมื่อเวลาผ่านไป ตรงนี้แหละกลับพุ่งตรงสู่ “เป้าหมาย” เพราะนโยบายดังกล่าวนี้เป็นความต้องการของคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และต้องการจะให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเดินไปบนแนวทางดังกล่าวนี้

      รศ.นพ.ชาญชัย ได้คะแนนหยั่งเสียงมาเป็นอันดับ 4 จาก 5 คน ที่เข้ารับการสรรหา แต่คณะกรรมการสรรหาฯ ก็ไม่ได้ตัดเขาออกจากกระบวนการ ยิ่งชัดเจนว่า เขาน่าจะถูกวางตัวเอาไว้เพื่อเป็นอธิการบดีมข.คนที่ 11 ไว้ล่วงหน้า

      กระทั่งผ่านไปถึงรอบสอง คะแนนจากคณะกรรมการสรรหาฯให้เขาทิ้งห่างคนอื่น ขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งค้านสายตาของประชากรมข.และประชาชนทั่วไปอย่างมาก “ดีด”คนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ศ.ดร.อภิรัฐ ให้หลุดไปในรอบที่สอง เบียด “เต็งหนึ่ง”รศ.ดร.กุลธิดาให้แพ้แบบ “หลุดลุ่ย” และสามารถก้าวผ่าน “ดาวรุ่งดวงใหม่” ศ.ดร.ศุภชัย ให้จำต้องยอมรับความพ่ายแพ้โดยดุษฎี

     ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รศ.นพ.ชาญชัย ได้รับคะแนนจากกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น น่าจะมาจาก “ธงนโยบาย” ของเขานั้นสอดคล้องกับความต้องการของสภามหาวิทยาลัย ตลอดจนวิสัยทัศน์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และผ่านพิสูจน์ว่าแล้ว “ทำได้” ไม่ล่องลอย

     ด้วยประสบการณ์ในการบริหารคณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะใหญ่ มีงบรายได้จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์นำส่งมหาวิทยาลัยปีละกว่า 6,000 ล้านบาท มีรูปธรรมการบริหารงานที่สามารถปิดรูรั่วทางการเงิน ด้วยการเอาเทคโนโลยีมาใช้จนประสบความสำเร็จ

      เหล่านี้คือ เหตุผลที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะจากการลงคะแนนของกรรมการสภามหาวิทยาลัย แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายและอาจเป็น “มรสุม” ในการก้าวสู่ตำแหน่งข้างหน้า คือ การฟ้องต่อศาลปกครอง ของ“ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร” จะมีผลออกมาเช่นใด ?

        จะทำให้การก้าวสู่ตำแหน่ง อธิการบดีคนที่ 11 ของเขามีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะแม้ว่า เกมการสรรหาอธิการครั้งนี้จะดูเหมือนว่า ได้มีการ “ล็อคสเป็ค” แต่กระบวนการดังกล่าวนั้น สภามหาวิทยาลัยฯก็ยืนยันว่า เป็นไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม ที่คงจะต้องรอดูกันต่อไป

                                                ………………………….

Facebook Comments