“กระจายอำนาจทางการศึกษา” โจทย์ที่ รมต.ศธ.คนใหม่ต้องให้คำตอบ

          ช่วงระยะเวลาที่ปั่นต้นฉบับนี้ กำลังนั่งลุ้นการเลือกประธานและรองประธานรัฐสภาอย่างเข้มข้นก่อนที่จะมีการลุ้นคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นลำดับต่อไป ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ รมต.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ที่จะต้องเข้ามาเป็นคนขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ต่อจากธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ซึ่งอำลาตำแหน่ง รมต.ศธ. ไปเป็น สว.เรียบร้อยแล้วพร้อม ๆกับทิ้งปมปัญหาในกระทรวงศึกษาธิการเอาไว้มากมายทั้งปัญหาระเบียบกฎหมายโดยเอาคำสั่ง คสช. ตาม .44 มาแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการในหน่วยงานทางการศึกษาต่าง ๆซึ่งยิ่งเอาคำสั่ง คสช. ตาม .44 มาแก้ก็ยิ่งสร้างปมปัญหาหนี้สินครูและการร่าง .ร.บ. การศึกษาแห่งชาติซึ่งคาไว้ใน ค.ร.ม.ชุดปัจจุบันรักษาการจนถึงขนาดครูทั้งประเทศต้องใส่ชุดดำประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลจนทำให้ที่ประชุม ค.ร.ม.ต้องยกวาระออกจากวาระประชุม ค.ร.ม.เอาไว้ให้ รมต.ศธ.คนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาเอาเองในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ครูทั้งประเทศรอคอยดูว่าใครจะมาเป็น รมต.ศธ.คนใหม่มีกึ๋นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่เพียงใดหรือมาเป็นเพราะไม่มีทางเลือก

          โจทย์อีกข้อหนึ่งที่ทุกคนจับตามองอยู่ว่า การแก้ไขปัญหาการปฏิรูปการศึกษาที่ตกต่ำมานาน รมต.ศธ.คนใหม่จะมาสามารถฉุดขึ้นมาในอันดับต้น ๆของอาเซียนแข่งกับสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม เขาได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางการศึกษาทั่วโลกเขาทำกันมาท่าน รมต. ว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่จะทำอย่างไร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาและโจทย์ใหญ่ที่ท่าน รมต.ศธ.คนใหม่ต้องหาคำตอบ

          ข้อเท็จจริงที่ได้จากการวิจัยโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ของธนาคารโลกที่ทำวิจัยไปเมื่อปี พ.ศ.2554 และของยูเนสโกที่รวบรวมข้อมูลไปเมื่อปี พ.ศ.2558พบข้อเท็จจริงที่ตรงกันทั้งสองหน่วยงานว่าคุณภาพการศึกษา(คุณภาพของนักเรียน)ของประเทศใดประเทศหนึ่งขึ้นอยู่กับตัวแปรที่สำคัญอยู่ 2 ตัวแปรคือ ครูและผู้บริหารโรงเรียนซึ่งแยกเป็นตัวแปรย่อย ๆต่อไปได้อีกเป็น 8 ตัวแปรคือ 1. การกำหนดความคาดหวังเกี่ยวกับสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้ครูปฏิบัติให้ชัดเจน 2. เลือกเอาคนดีที่สุดเกง่ที่สุดของประเทศมาเป็นครู 3.ให้ความรู้ละประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฎิบัติหน้าที่แก่นักศึกษาครู 4.ให้ครูสอนตรงตามวิชาเอกที่เขาถนัด 5. สรรหาแต่งตั้งและพัฒนาผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำสูงให้แก่โรงเรียน 6.ติดตามและประเมินการทำหน้าที่ของครูและการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นระยะ 7. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูสามารถยกระดับคุณภาพการสอนของคนให้สูงขึ้นอยู่เสมอ 8.จูงใจให้ครูทุ่มเทอุทิศตนและเสียสละให้การเรียนการสอน

          ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาสูงเช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เซียงไฮ้ ออนตาริโอ ล้วนแต่ดำเนินการเกี่ยวกับตัวแปรทั้ง 8 ตัวได้ในระดับสูง ส่วนประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาต่ำก็จะเป็นประเทศที่ดำเนินการตามตัวแปรทั้ง 8 ตัวข้างบนได้ในระดับต่ำเป็นส่วนใหญ่ (รวมถึงประเทศไทยด้วย)

          ทำอย่างไรจึงจะหาคนดีที่สุดเก่งที่สุดมาเป็นนักศึกษาครู ประสบการณ์ของฟินแลนด์และประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงเหล่านี้ กระจายอำนาจการจัดการเรียนการสอน ให้แก่ครูอย่างแท้จริง กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ไปสั่งครูให้ทำอย่างโน้นให้สอนอย่างนี้ให้นำโครงการนั้นมาปฎิบัติที่ห้องเรียนหรือที่โรงเรียนของคุณครูโครงการทั้งหลายที่ครูนำมาปฎิบัติที่โรงเรียนหรือในห้องเรียนล้วนแต่เป็นโครงการที่ครูคิดขึ้นเขากระจายอำนาจการตัดสินใจ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ของเขาได้ด้วยตนเอง เป็นอาชีพที่มีเกียรติ คนฟินแลนด์ เคารพยกย่อง

          ถ้าให้รับมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีทั้งหลายในกระทรวง ผอ.โรงพยาบาลมาคอยบอกคอยกำกับให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคตามคำบอกคำสั่งของรัฐมนตรี อธิบดี ผอ.โรงพยาบาลหรือให้คนในกระทรวงสาธารณสุขหรือจากหน่วยงานอื่นมาคิดโครงการให้แพทย์ทำและลดระยะเวลาในการเรียนแพทย์ลงให้เหลือ 4 ปี เหมือนกับหลักสูตรปริญญาตรีสาขาอื่นๆเราจะได้คนเก่งมาเรียนในโรงเรียนหรือวิทยาลัยการแพทย์ไหม

          เมื่อไปถามผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาก้จะได้ข้อมูลว่าเขาจะไม่คัดเลือกคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการสอนมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่ปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมาเขาจะไม่ยอมให้คนที่ไม่มีประสบการณ์ในการสอนในโรงเรียนมาบริหารหน่วยงานทางการศึกษาระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด หรือระดับประเทศโดยเด็ดขาดผู้บริหารโรงเรียนของเขาจึงเก่ง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียน และโดยเฉพาะการทำงานของครูและการที่คนที่ทำงานใหม่ในหน่วยงานทางการศึกษาระดับต่างๆเคยผ่านการทำงานที่โรงเรียนมาแล้วคนเหล่านี้จึงเข้าใจหัวอกครูมีความรู้ความเข้าจเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานของครูและผู้บริหารโรงเรียนเป็นอย่างดี เขาจะไม่คิดโครงการโน่นนี่ให้ครูทำ

          หันกลับมาดูประเทศไทย จาการสำรวจออนไลน์ของ สพฐ.กับครู ผู้บริหาร และศึกษา   นิเทศค์กว่า 78,000 คนเมื่อปี พ.ศ. 2558 พบว่า ครูไทยใช้เวลาประมาณ 65.65 เปอร์เซ็นต์ ไปกับการทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรงเป็นต้นว่าไปอบรมเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่ส่วนกลางเป็นคนคิดขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วก็นำมาวางแผนนำไปสู่การปฏิบัติต้อนรับคนที่มาติดตามโครงการ ทำรายงายสรุปผลประจำปีส่งไปยังส่วนกลาง ถ้าปีหนึ่งมีโครงการที่ส่วนกลางคิดให้โรงเรียนปฎิบัติเพียง9หรือ10โครงการก็คงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากแต่ปรากฏว่าในปี 2558มีโครงการที่โรงเรียนต้องปฎิบัติตามที่ส่วนกลางมอบมามากถึง 76 โครงการเป็นต้นว่า โรงเรียนสีขาว โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนอาเซียน โรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนสะเต็มศึกษา ห้องเรียนอัจฉริยะ โรงเรียนปลอดแม่วัยใส โครงการ BBL โรงเรียนปลอดสารเสพติด โรงเรียนดีเด่นประจำอำเภอ

          จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็น ONET PISA or TIMSS ขอเด็กไทยจะต่ำกว่าเด้กจากประเทศอื่น ยกเว้นว่าเราจะไปบังคับให้ สสวท.ไปสุ่มเอาเด็กจากโรงเรียนยอดนิยมมาสอบแทนเด็กทั่วไปซึ่งก็คงจะเป็นไปได้

          ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าแนวทางที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะต้องแก้โจทย์ใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น ขอสรุปเป็นแนวทาง 5 ข้อ เพื่อประกอบการพิจารณาของท่านดังต่อไปนี้

          1.ให้กระจายอำนาจทั้ง 4 ด้านคือด้านวิชาการ บริหารงานบุคคล งบประมาณ และบริการทั่วไปให้สถานที่ศึกษาอย่างแท้จริงให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ให้ครูมีอิสระในการสอน ให้ครูและโรงเรียนคิดโครงการเอง สอนเองอย่างให้รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เลขาธิการ ผอ.สำนักศึกษานิเทศก์ หรือบุคลอื่นๆจากส่วนกลาง สำนักศึกษาธิการภาค สำนักศึกษาธิการจังหวัดหรือเขตพื้นที่การศึกษา คิดโครงการให้ซึ่งการที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องให้สถานศึกษา อ.ก.ค.ศ.(คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ของสถานศึกษาเองส่วนสถานศึกษาขนาดเล็ก และไม่สามารถยุบรวมได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้สถานศึกษาเหล่านั้น ใช้ อ.ก.ค.ศ. สถานศึกษารวกันได้ สำคัญที่สุด การที่จะทำอย่างนี้ได้แน่นอน หัวหน้าคสช.ต้องประกาศยกเลิก คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 19/2560  เพื่อขจัดนักมวยมุมแดง มุมน้ำเงิน และกองเชียร์ออกไปก่อน ปล่อยทิ้งไว้จนให้เลือกตั้งเสร็จ มีรัฐบาลใหม่ จะยกเลิกคำสั่ง คสช.ต้องใช้อำนาจสภาผู้แทน เพราะคำสั่ง คสช.เป็นกฏหมาย ระดับสูงครับ

  1. รัฐบาลต้องหาครูดีเด่น ครูเก่งให้โรงเรียน ต้องทำให้นักศึกษาครูและครูมีคุณภาพสูง มีกระบวนการผลิตครูที่มีมาตรฐาน ใช้เวลาในการผลิตเทียบเคียงได้กับเวลาที่ใช้ในการผลิตแพทย์เพราะนักศึกษาที่ดีและเก่งๆของประเทศชั้นนำทั้งหลายเลือกเรียนครูเพราะเขาเห็นว่าเป็นวิชาที่ใช่เวลายาวนานในการศึกษา เวลาที่ใช้ในการเรียนครูเทียบเคียงได้กับการเรียนแพทย์ ช่วยให้เขาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูง (professional)

  2. ให้ครูมีอิสระในการจัดการเรียนการสอน อย่าให้ส่วนกลางคิดโครงการแทนครูอย่าให้หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกแย่งเวลาครูไปจากนักเรียน ให้เคารพ ยกย่องให้เกียรติครู

          4.รัฐบาลต้องหาผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำสูงให้โรงเรียนต้องเป็นผ้มีประสบการณ์ในการสอนในโรงเรียนและประสบความสำเร็จทางการสอนมาก่อน ก่อนให้บริหารโรงเรียน ต้องอบรมภาวะผู้นำและกฏหมาย ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานโรงเรียนทั้ง 4 ด้านจนเกิดความเชี่ยวชาญ ต้องไม่ให้คนที่ไม่มีประสบการรณ์การทำงานที่โรงเรียนมาบริหารโรงเรียนหน่วงานทางการศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ เหมือนอย่างที่ฟินแลนด์และประเทศชั้นนำทั้งหลายทำสำเร็จมาแล้ว

          5.ดำเนินการให้โรงเรียนมาบริหารโดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลด้วยความก้าวหน้าทางเท๕โนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางไกลที่ประเทศใช้อยู่ปัจจุบัน เราไม่ต้องไปตามจับทุจริตเอง ให้ทุกโรงเรียนและหน่วยงานทางการศึกษาเปิดเผยข้อมูลการบริหารทั้ง 4 ด้าน ให้สังคมตรวจสอบโดยใช้แนวทางการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคล โดยการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปให้โรงเรียน

          ข้างต้นคงเป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่ผู้มีอำนาจในการปฏิรูปการศึกษาจะหยิบยกนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยพอจะทำให้การปฏิรูปการศึกาไทยเดินหน้าได้บ้างนะครับ

บทความโดย: ดร.เพิ่ม  หลวงแก้ว เลขาธิการมูลนิธิครูประชาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Facebook Comments