วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2563 เกิดสุริยุปราคาวงแหวน ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกจนมีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ บังดวงอาทิตย์ไม่มิด มีลักษณะปรากฏคล้ายวงแหวน เราเห็นสุริยุปราคาชนิดนี้ได้เมื่ออยู่ในแนวเส้นทางแคบ ๆ ตามศูนย์กลางเงาดวงจันทร์ที่ลากผ่านผิวโลก สุริยุปราคาครั้งนี้แนวคราสวงแหวนเริ่มต้นที่สาธารณรัฐคองโกในทวีปแอฟริกา ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซูดานใต้ เอธิโอเปีย เอริเทรีย จากนั้นลงสู่ทะเลแดง ผ่านตะวันออกกลาง เยเมน ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน
แนวคราสวงแหวนเคลื่อนผ่านปากอ่าวโอมานซึ่งเชื่อมกับอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย แล้วเข้าสู่ปากีสถาน อินเดีย จีน และไต้หวัน แล้วไปสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งทางทิศใต้ของเกาะกวม จุดกลางคราสของสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้อยู่ในรัฐอุตตราขัณฑ์ทางตอนเหนือของอินเดีย ที่นั่นเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนาน 38 วินาที สำหรับที่จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของแนวคราสเกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 1 นาทีเศษ
สุริยุปราคาครั้งนี้เงามัวของดวงจันทร์สัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 10:46 – 16:34 น. ตามเวลาประเทศไทย ศูนย์กลางเงาที่ทำให้เกิดคราสวงแหวนสัมผัสผิวโลกระหว่างเวลา 11:48 – 15:32 น. บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาบางส่วน ได้แก่ ส่วนใหญ่ของแอฟริกา ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป เอเชีย ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย บางส่วนทางเหนือของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
ขั้นตอนการเกิดสุริยุปราคา 21 มิถุนายน 2563
| เหตุการณ์ |
เวลา |
พิกัด |
| 1. เงามัวเริ่มสัมผัสผิวโลก |
10:45:59.9 |
ละติจูด 1° 02.1′ S ลองจิจูด 34° 24.7′ E |
| 2. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนเริ่มสัมผัสผิวโลก |
11:48:27.4 |
ละติจูด 1° 16.1′ N ลองจิจูด 17° 48.0′ E |
| 3. กึ่งกลางคราส (ขนาดอุปราคา = 0.99401) |
13:40:05.4 |
ละติจูด 30° 31.2′ N ลองจิจูด 79° 40.0′ E |
| 4. ศูนย์กลางเงาคราสวงแหวนออกจากผิวโลก |
15:31:41.7 |
ละติจูด 11° 28.2′ N ลองจิจูด 147° 35.3′ E |
| 5. เงามัวออกจากผิวโลก |
16:34:03.8 |
ละติจูด 9° 10.5′ N ลองจิจูด 130° 58.0′ E |
ประเทศไทยสามารถสังเกตสุริยุปราคาในวันนี้ได้โดยเห็นเป็นแบบบางส่วน คือ ดวงอาทิตย์แหว่งเนื่องจากถูกดวงจันทร์บังไปบางส่วน โดยต้องใช้แผ่นกรองแสงสำหรับดูดวงอาทิตย์ หรืออาศัยการฉายแสงอาทิตย์ลงบนฉากรับภาพ เส้นทางคราสวงแหวนอยู่ห่างไปทางทิศเหนือของประเทศไทย ภาคเหนือจึงเห็นดวงอาทิตย์แหว่งลึกมากกว่าภาคอื่น กรุงเทพฯ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนระหว่างเวลา 13:11 – 16:10 น. โดยดวงอาทิตย์แหว่งลึกที่สุดเวลา 14:49 น. หากวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์ไปครึ่งดวง หรือคิดเป็นพื้นที่ 39.5% ของวงกลมดวงอาทิตย์
ภาพจำลองสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์ถูกบังลึกที่สุด (เวลาประเทศไทย)
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเมื่อสังเกตที่กรุงเทพฯ และอำเภอเมืองของทุกจังหวัด
ขั้นตอนการเกิดสุริยุปราคา 21 มิถุนายน 2563
| สถานที่ |
เริ่ม |
บังเต็มที่ |
สิ้นสุด |
| เวลา |
มุมเงย |
เวลา |
มุมเงย |
มุมทิศ |
ขนาด |
พื้นที่ |
เวลา |
มุมเงย |
| กระบี่ |
13:21 |
70° |
14:47 |
53° |
299° |
0.321 |
20.7% |
15:59 |
37° |
| กรุงเทพมหานคร |
13:11 |
74° |
14:49 |
54° |
291° |
0.505 |
39.5% |
16:10 |
35° |
| กาญจนบุรี |
13:07 |
76° |
14:46 |
55° |
291° |
0.506 |
39.6% |
16:08 |
36° |
| กาฬสินธุ์ |
13:16 |
73° |
14:54 |
50° |
287° |
0.612 |
51.7% |
16:16 |
32° |
| กำแพงเพชร |
13:02 |
79° |
14:44 |
56° |
288° |
0.580 |
48.0% |
16:09 |
37° |
| ขอนแก่น |
13:13 |
74° |
14:53 |
51° |
287° |
0.606 |
51.0% |
16:15 |
33° |
| จันทบุรี |
13:19 |
71° |
14:54 |
50° |
292° |
0.485 |
37.3% |
16:12 |
33° |
| ฉะเชิงเทรา |
13:13 |
74° |
14:50 |
53° |
291° |
0.509 |
39.9% |
16:11 |
34° |
| ชลบุรี |
13:13 |
73° |
14:50 |
53° |
291° |
0.498 |
38.7% |
16:10 |
34° |
| ชัยนาท |
13:07 |
76° |
14:47 |
55° |
289° |
0.546 |
44.1% |
16:10 |
36° |
| ชัยภูมิ |
13:12 |
74° |
14:51 |
52° |
288° |
0.580 |
48.0% |
16:14 |
33° |
| ชุมพร |
13:14 |
72° |
14:47 |
54° |
296° |
0.396 |
28.0% |
16:04 |
36° |
| เชียงราย |
12:58 |
81° |
14:43 |
57° |
283° |
0.687 |
60.7% |
16:10 |
37° |
| เชียงใหม่ |
12:57 |
81° |
14:41 |
58° |
285° |
0.647 |
55.9% |
16:09 |
38° |
| ตรัง |
13:25 |
68° |
14:49 |
52° |
299° |
0.311 |
19.8% |
16:00 |
36° |
| ตราด |
13:21 |
70° |
14:55 |
50° |
292° |
0.477 |
36.5% |
16:12 |
32° |
| ตาก |
13:00 |
79° |
14:43 |
57° |
287° |
0.590 |
49.1% |
16:09 |
37° |
| นครนายก |
13:12 |
74° |
14:50 |
53° |
290° |
0.525 |
41.7% |
16:11 |
34° |
| นครปฐม |
13:09 |
75° |
14:47 |
54° |
291° |
0.504 |
39.4% |
16:09 |
36° |
| นครพนม |
13:18 |
71° |
14:57 |
49° |
286° |
0.653 |
56.5% |
16:18 |
30° |
| นครราชสีมา |
13:14 |
73° |
14:52 |
52° |
289° |
0.556 |
45.2% |
16:13 |
33° |
| นครศรีธรรมราช |
13:24 |
69° |
14:50 |
52° |
297° |
0.341 |
22.6% |
16:02 |
35° |
| นครสวรรค์ |
13:06 |
77° |
14:46 |
55° |
289° |
0.561 |
45.8% |
16:10 |
36° |
| นนทบุรี |
13:11 |
75° |
14:49 |
54° |
291° |
0.508 |
39.8% |
16:10 |
35° |
| นราธิวาส |
13:37 |
64° |
14:56 |
48° |
298° |
0.298 |
18.6% |
16:03 |
33° |
| น่าน |
13:03 |
79° |
14:46 |
55° |
284° |
0.660 |
57.5% |
16:12 |
36° |
| บึงกาฬ |
13:13 |
74° |
14:53 |
51° |
285° |
0.671 |
58.7% |
16:16 |
32° |
| บุรีรัมย์ |
13:17 |
72° |
14:55 |
50° |
289° |
0.565 |
46.3% |
16:15 |
32° |
| ปทุมธานี |
13:10 |
75° |
14:49 |
54° |
291° |
0.514 |
40.5% |
16:10 |
35° |
| ประจวบคีรีขันธ์ |
13:13 |
73° |
14:48 |
54° |
294° |
0.441 |
32.7% |
16:07 |
36° |
| ปราจีนบุรี |
13:13 |
74° |
14:51 |
52° |
290° |
0.522 |
41.4% |
16:12 |
34° |
| ปัตตานี |
13:33 |
65° |
14:55 |
49° |
298° |
0.305 |
19.3% |
16:03 |
33° |
| พระนครศรีอยุธยา |
13:10 |
75° |
14:48 |
54° |
290° |
0.524 |
41.6% |
16:10 |
35° |
| พะเยา |
12:59 |
80° |
14:43 |
57° |
284° |
0.666 |
58.1% |
16:11 |
37° |
| พังงา |
13:18 |
71° |
14:46 |
54° |
299° |
0.330 |
21.6% |
15:59 |
37° |
| พัทลุง |
13:27 |
68° |
14:51 |
51° |
298° |
0.317 |
20.4% |
16:01 |
35° |
| พิจิตร |
13:05 |
77° |
14:47 |
55° |
288° |
0.586 |
48.7% |
16:11 |
36° |
| พิษณุโลก |
13:04 |
78° |
14:46 |
55° |
287° |
0.597 |
50.0% |
16:11 |
36° |
| เพชรบุรี |
13:10 |
74° |
14:48 |
54° |
292° |
0.481 |
36.9% |
16:08 |
36° |
| เพชรบูรณ์ |
13:08 |
76° |
14:49 |
54° |
288° |
0.591 |
49.3% |
16:12 |
35° |
| แพร่ |
13:01 |
79° |
14:45 |
56° |
285° |
0.636 |
54.6% |
16:11 |
36° |
| ภูเก็ต |
13:20 |
70° |
14:45 |
54° |
299° |
0.312 |
19.8% |
15:57 |
38° |
| มหาสารคาม |
13:15 |
73° |
14:54 |
50° |
288° |
0.603 |
50.6% |
16:16 |
32° |
| มุกดาหาร |
13:19 |
71° |
14:57 |
49° |
287° |
0.626 |
53.4% |
16:18 |
30° |
| แม่ฮ่องสอน |
12:52 |
83° |
14:38 |
60° |
284° |
0.655 |
56.8% |
16:07 |
40° |
| ยโสธร |
13:19 |
71° |
14:56 |
49° |
288° |
0.599 |
50.2% |
16:17 |
31° |
| ยะลา |
13:35 |
65° |
14:55 |
48° |
298° |
0.296 |
18.4% |
16:02 |
33° |
| ร้อยเอ็ด |
13:17 |
72° |
14:55 |
50° |
288° |
0.602 |
50.6% |
16:16 |
31° |
| ระนอง |
13:14 |
72° |
14:45 |
54° |
297° |
0.376 |
26.0% |
16:02 |
37° |
| ระยอง |
13:16 |
72° |
14:52 |
52° |
292° |
0.479 |
36.7% |
16:11 |
34° |
| ราชบุรี |
13:09 |
75° |
14:47 |
54° |
292° |
0.493 |
38.2% |
16:08 |
36° |
| ลพบุรี |
13:09 |
75° |
14:48 |
54° |
290° |
0.538 |
43.2% |
16:11 |
35° |
| ลำปาง |
12:59 |
80° |
14:43 |
57° |
285° |
0.636 |
54.6% |
16:10 |
37° |
| ลำพูน |
12:57 |
81° |
14:41 |
58° |
285° |
0.641 |
55.2% |
16:09 |
38° |
| เลย |
13:08 |
76° |
14:49 |
53° |
286° |
0.628 |
53.6% |
16:13 |
34° |
| ศรีสะเกษ |
13:21 |
70° |
14:57 |
48° |
289° |
0.580 |
48.0% |
16:17 |
30° |
| สกลนคร |
13:16 |
72° |
14:55 |
50° |
286° |
0.640 |
55.0% |
16:17 |
31° |
| สงขลา |
13:30 |
66° |
14:52 |
50° |
298° |
0.309 |
19.6% |
16:02 |
34° |
| สตูล |
13:30 |
66° |
14:51 |
50° |
299° |
0.287 |
17.6% |
15:59 |
35° |
| สมุทรปราการ |
13:12 |
74° |
14:49 |
53° |
291° |
0.502 |
39.2% |
16:10 |
35° |
| สมุทรสงคราม |
13:10 |
75° |
14:47 |
54° |
292° |
0.491 |
38.0% |
16:09 |
36° |
| สมุทรสาคร |
13:11 |
75° |
14:48 |
54° |
291° |
0.497 |
38.7% |
16:09 |
35° |
| สระแก้ว |
13:16 |
72° |
14:53 |
51° |
290° |
0.521 |
41.3% |
16:13 |
33° |
| สระบุรี |
13:11 |
75° |
14:49 |
53° |
290° |
0.532 |
42.6% |
16:11 |
35° |
| สิงห์บุรี |
13:08 |
76° |
14:48 |
54° |
290° |
0.539 |
43.3% |
16:10 |
35° |
| สุโขทัย |
13:02 |
79° |
14:45 |
56° |
287° |
0.599 |
50.2% |
16:10 |
37° |
| สุพรรณบุรี |
13:08 |
76° |
14:47 |
54° |
290° |
0.524 |
41.7% |
16:10 |
36° |
| สุราษฎร์ธานี |
13:19 |
71° |
14:48 |
53° |
297° |
0.356 |
24.1% |
16:02 |
36° |
| สุรินทร์ |
13:19 |
71° |
14:56 |
50° |
289° |
0.565 |
46.3% |
16:16 |
31° |
| หนองคาย |
13:11 |
75° |
14:52 |
52° |
286° |
0.649 |
56.1% |
16:15 |
33° |
| หนองบัวลำภู |
13:11 |
75° |
14:51 |
52° |
286° |
0.625 |
53.3% |
16:14 |
33° |
| อ่างทอง |
13:09 |
75° |
14:48 |
54° |
290° |
0.530 |
42.3% |
16:10 |
35° |
| อำนาจเจริญ |
13:20 |
70° |
14:58 |
48° |
288° |
0.605 |
50.9% |
16:18 |
30° |
| อุดรธานี |
13:12 |
74° |
14:52 |
52° |
286° |
0.635 |
54.4% |
16:15 |
33° |
| อุตรดิตถ์ |
13:02 |
79° |
14:45 |
56° |
286° |
0.620 |
52.7% |
16:11 |
36° |
| อุทัยธานี |
13:06 |
77° |
14:46 |
55° |
289° |
0.551 |
44.7% |
16:10 |
36° |
| อุบลราชธานี |
13:22 |
69° |
14:59 |
48° |
288° |
0.589 |
49.0% |
16:18 |
30° |
หมายเหตุ :
– มุมเงย คือ มุมที่วัดจากขอบฟ้า จุดจอมฟ้าหรือจุดเหนือศีรษะมีมุมเงย = 90°
– มุมทิศ คือ มุมที่วัดจากทิศเหนือ กวาดไปทางขวามือ ทิศเหนือ = 0° ทิศตะวันออก = 90° ทิศใต้ = 180° และทิศตะวันตก = 270°
– ขนาด คือ ขนาดความลึกของสุริยุปราคา แสดงสัดส่วนที่ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์โดยวัดตามแนวเส้นผ่านศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ ยิ่งมีค่ามากแสดงว่าดวงอาทิตย์ยิ่งแหว่งเว้ามาก (0.5 หมายถึงดวงอาทิตย์ถูกบังครึ่งดวง เป็นต้น)
– พื้นที่ คือ พื้นที่วงกลมของดวงอาทิตย์ในส่วนที่ถูกดวงจันทร์บัง
การสังเกตสุริยุปราคา
โดยทั่วไป ไม่ว่าในยามปรกติ ขณะเกิดสุริยุปราคาบางส่วน หรือสุริยุปราคาวงแหวน ห้ามดูดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สว่างเจิดจ้าสามารถทำอันตรายต่อดวงตาของเราได้ แต่บางครั้งเราอาจสังเกตดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลาสั้น ๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นเหนือขอบฟ้าหรือใกล้ตกลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางไกลกว่าเมื่ออยู่สูงบนท้องฟ้า
สุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ประเทศไทยเกิดสุริยุปราคาขณะดวงอาทิตย์อยู่สูงจากขอบฟ้า มีความสว่างมาก จึงห้ามดูด้วยตาเปล่า และอย่าดูผ่านกล้องที่ไม่มีแผ่นกรองแสงปิดหน้ากล้อง หากมีเมฆเป็นม่านมาบังให้ดูเหมือนจะสังเกตได้ก็ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากเมฆมีความหนาไม่คงที่ เมื่อลมพัดเมฆผ่านไป แสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอันตรายต่อดวงตา
วิธีการสังเกตที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสง ได้แก่ แว่นสุริยะ หน้ากากหรือแว่นตาที่ช่างเชื่อมโลหะใช้ (ต้องทึบมากพอ ดูแล้วสบายตา – ที่แนะนำคือเบอร์ 14 ขึ้นไป) ฟิล์มเอกซ์เรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และอย่าดูต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรดูครั้งละไม่เกิน 1 นาที แล้วหยุดพัก
แว่นสุริยะของสมาคมดาราศาสตร์ไทย
วัสดุกรองแสงที่ไม่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กระจกรมควัน (เป็นวิธีหนึ่งที่แนะนำกันในอดีต แต่ในทางปฏิบัติ การรมควันอาจไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดรอยขีดข่วน หรือเสี่ยงต่อการแตก) แว่นกันแดด กระดาษห่อลูกอม แผ่นดิสเก็ตต์ แผ่นซีดี ฟิล์มเอกซ์เรย์ส่วนที่มีภาพ ฟิล์มถ่ายรูป ฯลฯ อย่านำมาใช้ดูดวงอาทิตย์ แม้ว่าวัสดุเหล่านี้จะมีความสามารถในการกรองแสงย่านแสงขาว แต่รังสีอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านได้ ไม่ปลอดภัยต่อดวงตา รวมทั้งให้ภาพที่ไม่คมชัด
นอกจากการสังเกตทางตรง ยังมีวิธีสังเกตทางอ้อม คือการให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตาไปตกที่ฉากรับภาพ หากไม่มีกล้องโทรทรรศน์ สามารถสังเกตได้ด้วยหลักการของกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะเป็นรูขนาด 1 เซนติเมตร แล้วเอาไปประกบกับกระจกเงาด้วยเทปกาว จากนั้นนำกระจกที่ปิดให้เหลือช่องขนาดเล็กนี้ไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปที่ผนัง ดวงกลมที่ปรากฏบนผนังคือภาพดวงอาทิตย์ มีลักษณะแหว่งเว้าตามสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า
ขนาดของภาพดวงอาทิตย์บนฉากแปรผันตามระยะห่างระหว่างกระจกกับฉากรับภาพ โดยที่ระยะ 1 เมตรจะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาดประมาณ 9 มิลลิเมตร ดังนั้นที่ระยะห่าง 10 เมตร จะได้ภาพดวงอาทิตย์ขนาด 9 เซนติเมตร วิธีนี้ทำให้เราสามารถสังเกตสุริยุปราคาได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อดวงตา แต่พึงระวังอย่าให้ใครที่เดินผ่านไปมามีโอกาสหันมามองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนออกมาจากกระจก
สถิติการเกิดสุริยุปราคาวงแหวน
สุริยุปราคาวงแหวนมีโอกาสเกิดได้มากกว่าสุริยุปราคาเต็มดวง สถิติสุริยุปราคาในระยะเวลา 5,000 ปี นับตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000 มีสุริยุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 11,898 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาบางส่วน 35.3% สุริยุปราคาวงแหวน 33.2% สุริยุปราคาเต็มดวง 26.7% และแบบผสม (พื้นที่บางส่วนในแนวเส้นทางสุริยุปราคาเห็นเป็นแบบเต็มดวง ที่เหลือเห็นเป็นแบบวงแหวน) 4.8% ส่วนระยะเวลาที่เกิดสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดคือ 12.4 นาที
สุริยุปราคาวงแหวนอาจไม่น่าสนใจเท่าสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้แผ่นกรองแสงช่วยลดทอนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าไม่มืดสลัวลงอย่างในช่วงที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ อย่างในช่วงที่เริ่มและสิ้นสุดการเป็นวงแหวน ขณะที่ขอบดวงจันทร์แตะขอบดวงอาทิตย์ หลายครั้งเราจะสังเกตได้ว่าพื้นผิวที่ไม่เรียบบนดวงจันทร์ก่อให้เกิดแนวสว่างของขอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ในสุริยุปราคาเต็มดวงรู้จักกันดีในชื่อลูกปัดเบลี โดยมองเห็นจุดสว่างหลายจุดตรงบริเวณแนวรอยต่อระหว่างขอบดวงจันทร์กับขอบดวงอาทิตย์เรียงต่อกันดูคล้ายลูกปัด
สุริยุปราคาวงแหวนในประเทศไทย
ประเทศไทยเห็นสุริยุปราคาวงแหวนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยแนวคราสวงแหวนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในประเทศไทยนานประมาณ 3 นาทีครึ่ง ครั้งถัดไปจะเห็นได้ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2574 โดยบริเวณที่เห็นสุริยุปราคาวงแหวนอยู่ทางภาคใต้ตอนล่าง ผ่านตอนล่างสุดของตรัง ส่วนใหญ่ของสตูลและสงขลา ทางใต้ของปัตตานี ยะลา และเกือบทั้งหมดของนราธิวาส เกิดสุริยุปราคาวงแหวนที่เส้นกลางแนวคราสในยะลานานประมาณ 4 นาทีครึ่ง
แนวคราสวงแหวนผ่านประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2585 โดยแนวคราสเกือบจะซ้อนทับกับเมื่อปี 2574 แต่เห็นได้เป็นบริเวณกว้างกว่า เริ่มตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของสุราษฎร์ธานีลงไป และเกิดหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน ที่เส้นกลางแนวคราสบริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เห็นสุริยุปราคาวงแหวนนานประมาณ 6 นาทีเศษ
แนวสุริยุปราคาวงแหวนที่ผ่านประเทศไทย เราจะเห็นสุริยุปราคาวงแหวนได้เมื่ออยู่ภายในแนวนี้
สุริยุปราคาครั้งถัดไป
หลังจากครั้งนี้ สุริยุปราคาที่เห็นได้ในประเทศไทยครั้งถัดไปเป็นสุริยุปราคาในวันที่ 20 เมษายน 2566 โดยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน มีเพียงส่วนน้อยของประเทศที่เห็นได้ เช่น ภาคใต้ตอนล่าง บางส่วนของตราด และด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กรุงเทพฯ และส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถเห็นได้) และดวงอาทิตย์แหว่งไม่มาก หลังจากนั้นต้องรออีก 4 ปี คนไทยทั่วประเทศจึงจะมีโอกาสเห็นสุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 2 สิงหาคม 2570 จากข้อมูลนี้ แสดงว่าสุริยุปราคาในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 จะเป็นโอกาสสุดท้ายในรอบหลายปีสำหรับคนในกรุงเทพฯ และคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะหลังจากนั้นต้องรอนานถึง 7 ปี จึงจะมีโอกาสสังเกตสุริยุปราคาได้อีกครั้ง
ดูเพิ่ม
● สุริยุปราคาและจันทรุปราคาในปี 2563
● เชิญชมสุริยุปราคาบางส่วน เหนือท้องฟ้าเมืองไทย จุดสูงสุดอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร