“นพ.ประวีณ จันจำปา” แพทย์ฉุกเฉินรักษาทุกโรค คุณหมอใจดี ER รพ.กรุงเทพขอนแก่น

ดูคลิปคลิ๊กที่รูปภาพด้านบน

หมอฉุกเฉิน “แย่งงานมัจจุราช”

“สมัยก่อนห้องฉุกเฉินคือห้องที่เป็นสนามฝึกงานของแพทย์จบใหม่ แต่นั่นมันเป็นอดีตทุกวันนี้เรามีแพทย์เฉพาะทางฉุกเฉินอยู่ประจำ พร้อมให้การรักษากรณีเร่งด่วนเฉพาะหน้าได้ทุกโรค” นพ.ประวีณ ย้ำก่อนจะขยายความว่าในเมืองไทย แพทย์เฉพาะทางด้านฉุกเฉินมีมาได้ระยะหนึ่ง แต่ตามหลังต่างประเทศซึ่งมีมากกว่า 30 ปีแล้ว

โดยแพทย์เฉพาะทางฉุกเฉินของไทยยังไม่ถึง 20 ปี นพ.ประวีณ เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งเขาบอกว่า เป็นความมุ่งมั่นของตัวเองที่ต้องการอยู่ห้องฉุกเฉิน เพื่อจะได้ทำการรักษาผู้ป่วยแบบรวดเร็ว แก้ปัญหาเร็วเห็นผลการรักษาทันที และที่สำคัญมีโอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที

“หน้าที่หมอฉุกเฉินคือแย่งงานมัจจุราช” คุณหมอหนุ่มอารมณ์ดีนิยามหน้าที่การทำงานของแพทย์ฉุกเฉินแบบติดตลก สำหรับเขาแล้วการรักษาผู้ป่วยเป็นงานที่รักและเป็นเรื่องสนุก ทั้งที่เจ้าตัวบอกว่าในวัยเด็กไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นแพทย์อยู่ในสมองเลยด้วยซ้ำ เพิ่งมาตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์ตามคำขอของคุณแม่ในวันที่ยื่นคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ (การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสมัยก่อน ใช้วิธีสอบใหญ่เพียงครั้งเดียว เลือกคณะที่จะเข้าได้ 6 คณะ รู้ผลหลังสอบครั้งเดียวไม่มีการสอบสะสมคะแนนเหมือนปัจจุบัน)

นพ.ประวีณ คุณหมอแผนก ER รพ.กรุงเทพขอนแก่น เล่าว่าในวัยเด็กเขาเรียนเก่งในด้านคำนวณ มาทางสายวิทย์เน้นเรื่องความเข้าใจมากกว่าท่องจำ เก่งคำนวณ ฟิกสิกส์ เคมี และภาษาอังกฤษ แต่ไม่เก่งภาษาไทย สังคม จึงตั้งใจที่จะเข้าเรียนในคณะวิศวะคอมพิวเตอร์ เริ่มจากการไปสอบเทียบที่กศน.(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) ได้คะแนนสามารถเข้าเรียนคณะวิศวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นปีแรกที่รัฐอนุญาตให้เก็บคะแนนไว้ใช้อีกปีได้ เขาจึงยังไม่เอ็นทรานซ์

เหตุผลที่ยังไม่ยื่นเอ็นทรานซ์ทั้งที่คะแนนได้ตามเกณฑ์เนื่องจาก นายประวีณ ขณะนั้นเป็นนักเรียนม.5 กำลังจะขึ้นม.6 เป็นนักกีฬาของโรงเรียนเล่นฟุตบอลและตะกร้อ เขาอยากเล่นกีฬากับเพื่อนๆ จึงเก็บคะแนนรอบกศน.ปีแรกไว้ก่อน “พออยู่ม.6 ผมสอบเอ็นทรานซ์ได้คะแนนดีกว่าเดิม ฟิสิกส์ผิดข้อเดียว เลขผิดสองข้อมั้งคะแนนดีมาก” เขาเล่าด้วยรอยยิ้มกับความทรงจำที่ดีในอดีต ก่อนจะบอกว่าคะแนนที่ดีเหล่านั้นมีแต่คำนวณและสายวิทย์ ส่วนสายท่องจำทั้งภาษาไทย สังคมคะแนนต่ำมาก “น่าจะต่ำกว่าเกณฑ์ด้วยซ้ำ” เขาย้อนอดีตก่อนอธิบายว่าโชคดีที่ระบบเดิมไม่ได้นับคะแนนสอบของวิชาเหล่านี้เข้าไปด้วย

 

จากวิศวะคอมพ์สู่แพทย์ฉุกเฉิน

สอบเอ็นทรานซ์รอบม.6 นายประวีณได้คะแนนดีกว่าเดิม เขาภูมิใจและนำคะแนนไปโชว์ที่บ้านซึ่งขณะนั้นคุณแม่ซึ่งอดีตเคยเป็นครูแต่ผันอาชีพมาเป็นตัวแทนประกันเอไอเอพูดกับเขาว่า “คะแนนสูงถึงแพทย์เลยนะ เป็นหมอให้แม่หน่อยสิลูก” คำพูดเรียบง่ายประโยคนี้คือวลีเปลี่ยนชีวิตของนายประวีณ เขาตัดสินใจยื่นคะแนนเอ็นทรานซ์เข้าแพทย์ ใน 3 อันดับแรก คือแพทย์ศิริราช แพทย์รามา และแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) แต่ขอติ่งท้ายวิศวะคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเขาเรียกว่า “คณะยอดมนุษย์” เพราะคะแนนสูงกว่าแพทย์ เอาไว้พอเป็นพิธี

ในที่สุดเขาก็ได้เรียนคณะแพทย์ศาสตร์มข. สมความต้องการของมารดา โดยที่ความรู้สึกของนายประวีณ ขณะนั้นก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรเรียนได้ไม่มีปัญหา แต่กว่าจะจบมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอย่างที่เขาเล่าช่วงแรกว่าเป็นคนไม่ชอบท่องจำ ชอบเรียนด้านความเข้าใจมากกว่า แต่พอเรียนแพทย์พบว่าต้องท่องจำเยอะมากทั้งเรียนหนักต้องจำตำราแพทย์ จำชื่อยาต่างๆ มากกว่าที่คาดไว้ แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ จบการศึกษาแพทย์ศาสตร์มข. ใช้เวลา 6 ปีตามปกติ

หลังจากนั้นเขาเลือกการใช้ทุนรัฐบาลด้วยการจับฉลากไปอยู่ศูนย์แพทย์ในต่างจังหวัด จับได้ที่ศูนย์แพทย์รพ.หาดใหญ่ ไปประจำอยู่ 1 ปี หลังจากนั้นอีก 1 ปีเขาได้ไปเป็นแพทย์ประจำให้กับรพ.อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พื้นที่สีแดงในสมัยนั้น ราวปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่มีเหตุก่อการร้ายภาคใต้รุนแรง เขาได้ไปอยู่จังหวัดชายแดนใต้ในพื้นที่สีแดง ทำให้อายุราชการได้ 2 เท่า ประจำ 1 ปีได้อายุงาน 2 ปีครบการใช้ทุนแพทย์ตามเกณฑ์ แต่การลงพื้นที่ไปอยู่ใต้ของเขาน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จำไม่ลืม

“วันแรกที่ผมไปถึงรพ.ระแงะ ตอนนั้นช่วงเย็นแล้วผมไปกับเพื่อนหมอรวม 3 คน อาหารเย็นมาส่งที่รพ.มีเพียงปลาทูครึ่งตัว น่าจะไม่อิ่มผมเลยอาสาติดรถส่งผู้ป่วยเข้ารพ.จังหวัด เพื่อไปซื้ออาหารเย็นเพิ่ม” เหตุการณ์นี้กลายเป็นสิ่งที่เขาจำไม่ลืม เพราะระหว่างทางที่จะเข้าจังหวัดเกิดระเบิดที่เสาไฟดังบึ้ม รถรพ.สั่นสะเทือนเขาตกใจสุดขีดทำอะไรไม่ถูก ไม่คาดคิดว่าจะเจอเหตุการณ์ในวันแรกที่มาถึง หลังเสียงระเบิดสงบถนนเงียบวังเวงไฟดับทั่วบริเวณ ช่วงนั้นราว 6 โมงเย็นฟ้าเริ่มมืดแล้ว จากนั้นก็มีชาวบ้านหลายสิบคนออกมาที่ถนน ตอนนั้นเขาและรถโรงพยาบาลถอยกลับไปตั้งหลักที่รพ.ระแงะ สรุปก็ไม่ได้อาหารเพิ่ม ได้แต่ความตื่นตกใจมาแทน

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเป็นแพทย์ประจำรพ.อำเภอระแงะจนครบ 1 ปี ในระหว่างนั้นเขายังอาสาไปออกตรวจชาวบ้านในพื้นที่ และก็เจอเหตุการณ์ตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อรถของโรงพยาบาลที่ลงพื้นที่กำลังจะขับกลับหลังออกตรวจชาวบ้านแล้ว จู่ๆ ก็มีต้นไม้ใหญ่ล้มครืนลงมาขวางเต็มถนน พร้อมกับมีชายฉกรรจ์หลายสิบนายเดินมาล้อมรถ ในมือพวกเขาถือมีดพร้าเล่มยาว ใบหน้าถมึงทึงไม่มีรอยยิ้ม วันนั้นนายแพทย์ประวีณ ลงพื้นที่ไปกับพยาบาลท้องถิ่นซึ่งพูดภาษายาวีได้ เขาได้ยินผู้ชายคนหนึ่งท่าทางคล้ายหัวหน้ากลุ่มเดินมาคุยกับพยาบาลเป็นภาษายาวี แล้วสักพักสถานการณ์ก็เปลี่ยนเริ่มผ่อนคลาย กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ยกต้นไม้ใหญ่ที่ขวางถนนออกไป

จากนั้นเขาหันไปถามพยาบาลได้ความว่า หัวหน้าชายฉกรรจ์ถามว่าเรามาทำอะไรกัน พยาบาลก็บอกไปว่าเป็นทีมหมอพยาบาลมาลงพื้นที่ตรวจโรคให้ชาวบ้าน ชายคนนั้นจึงออกตัวว่างั้นก็ไม่มีอะไร พวกเขาแค่มาตัดหญ้าที่รกร้างข้างทาง เชิญทีมคุณหมอเดินทางต่อไปได้ “เป็นอีกเหตุการณ์ที่ผมจะไม่ลืม กับประสบการณ์ที่คิดว่าจะไม่รอดแล้ว” เขาเล่าว่าตอนนั้นถึงกับทำใจว่าอาจไม่ได้กลับไปเห็นหน้าแม่อีก

 

จิตอาสาแพทย์ฝ่าดงกระสุน

หลังกลับจากการเป็นแพทย์ประจำรพ.อำเภอระแงะ นพ.ประวีณ ได้กลับมาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง โดยเลือกสาขาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาตร์ฉุกเฉิน หรือหมอเฉพาะทางฉุกเฉิน ซึ่งเขาบอกว่าเป็นความท้าทายที่ทั้งสนุกทั้งได้ทำในสิ่งที่ชอบ นั่นคือการรักษาที่รวดเร็วเหมือนการคำนวณคณิตศาสตร์ ที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยให้หายจากโรคภัยที่โจมตีได้ “ผมว่าหมอหลายคนก็คงคิดเหมือผม คือชอบการทำงานที่รวดเร็ว การรักษาที่เห็นผลและที่สำคัญได้เรียนรู้หลายโรคลึกกว่าแพทย์ทั่วไป” นั่นคือที่มาของการตัดสินใจเข้าเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางฉุกเฉิน ที่รพ.ศูนย์แพทย์ขอนแก่น

ในระหว่างที่ศึกษาแพทย์เฉพาะทางฉุกเฉินอยู่นั้น นพ.ประวีณ ยังมุ่งมั่นกับการเป็นแพทย์ฉุกเฉิน เขาอาสาไปลงพื้นที่ตรวจให้ประชาชนอยู่เรื่อยๆ ช่วงนั้นเป็นจังหวะที่มีเหตุยิงกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ เขาสมัครไปเป็นแพทย์ด่านหน้าเพชิญกับพื้นที่การสู้รบ ที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

“ตอนนั้น ไทยรบกับเขมร ผมไปเป็นหมออาสาที่รพ.สนาม 1 อาทิตย์ แต่วันที่ไปถึงยังไม่ทันได้ค้างแรมก็ถูกเรียกตัวกลับเพราะมีการรบกันหนัก และระเบิดลงเยอะ ทางการเรียกเจ้าหน้าที่กลับเพราะกลัวไม่ปลอดภัย” นพ.ประวีณ เล่าไปเรื่อยๆ แต่ท่าทีเขาดูยังตื่นเต้นกับเหตุการณ์นั้นเหมือนเพิ่งผ่านมาไม่นาน แต่ในความเป็นจริงเหตุการณ์เกิดตั้งแต่ปี 2552 เขาเล่าว่าตอนนั้นรถรับเจ้าหน้าที่กลับไปยังที่ปลอดภัย แต่พอกลับไปไม่นานเขาคิดขึ้นมาว่าต้องกลับไปในพื้นที่อีก “เราตั้งใจมาช่วยไม่ได้มาหนี เลยขอติดรถกลับไปในพื้นที่ด่านหน้านั้น และปฏิบัติภารกิจจนครบตามที่ตั้งใจ” ระหว่างที่อยู่รพ.สนามเกิดเหตุการณ์ยิงกันต้องหลบภัยเป็นอีกประสบการณ์ที่เขาได้สัมผัส

ทั้งหมดนี้คือตัวตนและความเป็นมาของ นพ.ประวีน หรือคุณหมอใหม่ รพ.กรุงเทพขอนแก่น จากเด็กอีสานลูกครอบครัวข้าราชการที่ผันตัวมาทำงานเอกชน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยแต่สามารถพิสูจน์ตัวเองจนได้เป็นนักศึกษาแพทย์ และเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลหลายแห่ง กระทั่งล่าสุดมาทำงานกับรพ.กรุงเทพขอนแก่น

ใครที่มีโอกาสไปพบแพทย์ฉุกเฉินที่นี่คงรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะนพ.ประวีณ คือคุณหมอหนุ่มที่ใจดีดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยด้วยความตั้งใจรักษาโรคยากและทำได้ดีไม่แพ้แพทย์เฉพาะทางของโรคนั้นๆ เขายังมีไฟและความมุ่งมั่น ส่งผ่านถึงผู้ป่วยที่เคยรับการรักษากับเขา ทุกคนจะรู้สึกได้ว่าเขาเป็นหมอคุณภาพอีกคนของรพ.กรุงเทพขอนแก่น โรงพยาบาลเอกชนในเครือ BDMS ที่แม้จะเพิ่งเปิดในขอนแก่นไม่นานนัก แต่ได้รับความเชื่อมั่นสูง รพ.ขนาด 103 เตียงมีผู้ป่วยเต็มตลอด

 

                  ประวัติการศึกษานพ.ประวีน จันจำปา

ประถมศึกษา รร.มูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม 2533

มัธยมศึกษาตอนต้น รร.สาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) 2539

มัธยมศึกษาตอนปลาย รร.เบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี 2540-2543

 อุดมศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2543-2549

 สำเร็จการศึกษาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาตร์ฉุกเฉิน 2555

                  ประวัติการทำงานนพ.ประวีน จันจำปา

แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 รพ.ศูนย์หาดใหญ่ พ.ศ.2550-2551

แพทย์เพิ่มพูนทักษะปีที่ 2 รพ.ระแงะ จ.นราธิวาส พ.ศ.2551-2552

แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.ขอนแก่น พศ.2552-2555

แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ประจำแผนกฉุกเฉินรพ.วารินชำราบ

หัวหน้าแผนกฉุกเฉินและกลุ่มงานผู้ป่วยนอก รพ.วารินชำราบ 2555-2556

แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.กรุงเทพ และเครือข่าย BDMS

 

เรียบเรียง/เขียน กนกษร

แสดงความคิดเห็น