รถบรรทุกนายทุนเหมืองหิน นายทุนท่าทราย วิ่งจนถนนพัง ชาวบ้านใน อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย เดือดร้อน สื่อลงพื้นที่ตรวจสอบพบวางเงินประกันซ่อมถนน 5 แสน แต่ถนนเสียหาย 5 ล้านบาท สุดอึ้งผู้ควบคุมโครงการฯ ระบุเงิน 5 แสนประกันซ่อมถนนมีเท่านั้นเสร็จงานแล้วคือจบ เผยชาวบ้านบางส่วนเห็นด้วยทำให้ประชาคมผ่านฉลุยพร้อมทิ้งวลีเด็ด “ความเจริญกำลังมาอดทนอีกหน่อย” ส่วนชาวบ้านที่เดือดร้อนบอก “ทำไมต้องทนถนนมันดีอยู่แล้วแต่นายทุนทำถนนพัง และเงินที่เอามาทำถนนคือเงินภาษีคนไทยทุกคน ส่วนนายทุนได้กำไรเต็มๆ” สื่อตรวจสอบพบนายทุนเหมืองหินมีบิ๊กคนมีสีหนุนหลัง ส่วนนายทุนท่าทรายพบเตรียมส่งคนสนิทลงสมัคร ส.ส.พรรคการเมืองแห่งหนึ่ง เตรียมตรวจสอบขั้นตอนการขออนุญาต


วันนี้ (24 ม.ค. 66) ภายหลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่ อ.รัตนวาปี รวมทั้งประชาชนที่ใช้ถนนช่วงที่ผ่าน อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ร้องเรียนมาที่สื่อมวลชนเกี่ยวกับปัญหารถบรรทุกหนักวิ่งจนถนนพังเสียหาย โดยได้รับความเดือดร้อนมาหนานหลายปีแล้วแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ทำการตรวจสอบ


โดยจุดแรกที่ผู้สื่อข่าวลงตรวจสอบคือ ถนนทางเข้าหมู่บ้านหนองแก้ว จากถนนทางหลวงหมายเลข 212 หนองคาย-บึงกาฬ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถนนเส้นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย และต่อมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง บ้านหนองแก้วเหนือ หมู่ที่ 12 ต.รัตนวาปี อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย


โดย รายระเอียดการก่อสร้าง คือก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแบบทรายถมเรียงหินหน้าเขื่อน ความยาว 605 เมตร ,ก่อสร้างบันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 5.00 เมตร จำนวน 2 แห่ง ,งานระบายน้ำ คสล.จำนวน 1 แห่ง ,งานบ่อพักน้ำ จำนวน 30 แห่ง ,งานทางเท้าปูแผ่นพื้นคอนกรีตบล็อก พร้อมถนน คสล. ความยาว 605 เมตร โดยบริษัทผู้รับจ้างคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด น้ำก่ำก่อสร้าง สัญญาจ้างเลขที่ 133/2565 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 เริ่มสัญญาจ้าง วันที่ 14 มิถุนายน 2565 สิ้นสุดสัญญา วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 750 วัน ราคาก่อสร้างทั้งสิ้น 108,650,000 บาท (หนึ่งร้อยแปดล้านหกแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มมีการดำเนินโครงการมีการขนส่ง หิน ดิน ทราย เข้าบริเวณก่อสร้าง ส่งผลให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินกำหนดที่ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองแจ้งไว้ตามป้ายทางเข้า (ห้ามรถบรรทุกน้ำหนักเกิน 21 ตันผ่าน) ทำให้ถนนพังชำรุดเสียหาย ทั้งถนนสายหลัก และถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านไปจนถึงจุดก่อสร้าง


ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบกับผู้นำชุมชนในพื้นที่พบว่า ก่อนจะมีการขนส่ง หิน ดิน ทราย เข้าบริเวณโครงการฯก่อสร้าง บริเวณริมแม่น้ำโขงหมู่บ้านหนองแก้ว นายวัชรากร รอดอุดม ผู้ใหญ่บ้านหนองแก้วเหนือ ได้จัดให้มีประชาคมหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 เรื่องการทำประชาคม ขอถนนในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง โดยมีผู้ใหญ่บ้านหนองแก้วเหนือ เป็นประธานในที่ประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุม 41 คน ซึ่งสาระสำคัญของการประชุม โดยประชาคมหมู่บ้านไม่ติดขัดในการดำเนินโครงการฯ


ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2565 ทางหมู่บ้านและตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาทำสัญญาฉบับหนึ่งขึ้น คือสัญญาวางเงินประกันถนนบ้านหนองแก้วเหนือ ลงวันที่ 27 มกราคม 2565 โดยนายสุเทพ วัฒนาบริบูรณ์ ผู้รับสัมปทานขนส่งวัสดุให้ หจก.น้ำก่ำก่อสร้าง และทางกรรมการหมู่บ้านมีนายวัชรากร รอดอุดม ผู้ใหญ่บ้าน นายคำดี แก้ววิเศษ ส.อบต.นายบรรดล เคหะฐาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นายวสันต์ สุรวงศ์ ตัวแทนชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยวางเงินประกันถนนชำรุดเสียหายไว้ที่ 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) โดยในสัญญาระบุไว้ว่า เพื่อไว้ซ่อมแซมถนนที่ชำรุดเสียหายจาการวิ่งขนส่งวัสดุและอื่นๆในระหว่างการดำเนินงาน เมื่อแล้วเสร็จก่อนจบงานนายสุเทพ วัฒนาบริบูรณ์ จะต้องสำรวจเส้นทางถนนบ้านหนองแก้วเหนือพร้อมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อตรวจสอบความชำรุดเสียหายของถนนบ้านหนองแก้วเหนือตามความเป็นจริงพร้อมกับซ่อมบำรุงคืนสู่สภาพเดิมในกรณีที่มีความเสียหาย


ต่อมาผู้รับเหมาก็ให้รถบรรทุกหนักทุกชนิดวิ่งขนหิน ดิน ทราย เข้าพื้นที่ก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในพื้นที่บางส่วนรวมทั้งประชาชนทั่วไปเกิดผลกระทบทั้งปัญหาฝุ่น ถนนพังชำรุดเสียหาย โดยตั้งข้อสังเกตตรงกันว่าเงินวางประกันซ่อมถนน 5 แสนบาท กับถนนที่พังเสียหายตลอดเส้นทางมันคุ้มหรือไม่ และเมื่อดำเนินโครงการฯ แล้วเสร็จ หน่วยงานไหนจะมาซ่อมถนนให้ ซึ่งถนนที่พังงบประมาณที่นำมาซ่อมมันต้องมากกว่า 5 แสนบาทแน่นอน และเป็นภาษีของทุกคนที่นำมาทำถนน ส่วนผู้ประกอบการนายทุนได้กำไร ไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไร จึงร้องสื่อมวลชนลงมาตรวจสอบ


ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ผู้คุมงานก่อสร้างหน้างานเขื่อนบ้านหนองแก้วเหนือ ได้รับคำตอบว่าการซ่อมถนนจะซ่อมในวงเงิน 500,000 บาทเท่านั้น ส่วนที่เสียหายเกินนั้นทางช่างผู้คุมงานก็ไม่ทราบเหมือนกัน


จากการสำรวจถนนเส้นทางเข้าบ้านหนองแก้ว จากถนน 212-หนองคาย-บึงกาฬ ถึงบ้านหนองแก้วระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นถนน คสล. ตลอดสายพบเสียหาย 100% ต้องทำถนนใหม่ทั้งสาย ซึ่งถนน คสล. สายดังกล่าวมีการประมาณการก่อสร้างอยู่ที่ ตารางเมตรละ 550 บาท 1 กิโลเมตร มี 4,000 ตารางเมตร เท่ากับ 6,000 x 550 = 3,300,000 บาท และถนนในหมู่บ้านที่เสียหายอีกประมาณ 1 กิโลเมตร 2,200,000 บาท รวมแล้วค่าเสียหายจากการขนส่งวัสดุอุปกรณ์เข้าในพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง มีมูลค่าความเสียหายประมาณกว่า 5,500,000 บาท แต่ตัวแทนผู้รับเหมาประกันเงินไว้ที่ 500,000 บาทเท่านั้น ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงกับถนนที่เสียหายเป็นอย่างมาก


ชาวบ้านรายหนึ่งบอกกับสื่อมวลชนว่า ที่ชาวบ้านต้องยอมทน ยอมลำบากในการสัญจรก็เพราะผู้นำชุมชนบอกกับชาวบ้านเสมอว่า “ความเจริญกำลังจะเข้ามาขอให้ทุกท่านอดทน” โดยในข้อเท็จจริงแล้วการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องทำให้ถนนเสียหาย โดยการขนส่งไม่เกินน้ำหนักถนนก็รับได้ หรือเปลี่ยนไปขนส่งทางเรือ แต่เมื่อมีการทำประชาคมโดยยอมรับเงื่อนไขนายทุนอย่างง่ายๆแบบนั้นก็ทำให้นายทุนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เสร็จโครงการฯ ก็ขนเครื่องจักรหนี โดยหากชาวบ้านร้องเรียนก็จะมีชาวบ้านบางส่วนออกมาบอกว่า “ความเจริญกำลังมา อย่าขัดขวางความเจริญ” ก็ ชาวบ้านบางส่วนจึงต้องจำยอมและฝืนทน


สำหรับหินที่นำมาก่อสร้างในโครงการฯ ถูกขนส่งมาจากเหมืองหินของบริษัทรัชพิมพ์พร จำกัด ตั้งอยู่ที่ หมู่ 5 ตำบลพระบาทนาสิงห์ อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา มีอุตสาหกรรมจังหวัดหนองคายเป็นผู้ออกใบอนุญาตและควบคุม


จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของสื่อมวลชนพบว่า นอกจากเส้นทางเข้าบ้านหนองแก้ว จากถนน 212-หนองคาย-บึงกาฬ ถึงบ้านหนองแก้วระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ที่พังเสียหายแล้ว ยังพบว่าถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ก็พังเสียหายตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงที่ผ่าน อ.รัตนวาปี โดยพบนอกจากรถบรรทุกหินที่วิ่งกันน้ำหนักเกินแล้ว ยังพบการขนทรายจากท่าทรายของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองแห่งหนึ่งที่ขนทรายน้ำหนักเกิน แต่ไม่มีการดำเนินการเข้มงวดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบทำให้เกิดปัญหาถนนพังชำรุดเสียหาย และการซ่อมแซมก็นำเงินภาษีของคนไทยทุกคนมาซ่อม โดยชาวบ้านในพื้นที่บอกว่านายทุนจะได้แต่กำไรอย่างแน่นอนเพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย จึงอยากเรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบการดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่ว่ามีธรรมาภิบาลหรือไม่ เนื่องจากก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน.

แสดงความคิดเห็น