ขอนแก่น ชาวบ้านขัดแย้งเรื่องสร้างประตูรั้วทางเข้าออกนาหวิดวางมวย

 

22 ก.พ.66 ชาวบ้านวังเวิน หมู่ที่ 8 ต.ศรีบุญเรือง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น เกิดการปะทะคารามกันจนเกือบจะมีการวางมวยกันกลางทุ่งนา ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่จาก อบต.ศรีบุญเรือง ได้นัดให้ทั้ง 2 ฝ่าย คือ นายสมนึก ดวงจำปา ในฐานะผู้ร้องเรียน และนายบัวลี ประจันตะเสน ในฐานะผู้ถูกร้องเรียน ร่วมกันลงพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกัน มาให้ถ้อยคำในการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่นายสมนึก ได้ร้องเรียนผ่านผู้ใหญ่บ้านบ้านวังเวินว่า นายบัวลี ได้ทำประตูขวางกั้นถนนทางเข้าที่นา ซึ่งอยู่ติดกับที่นาของตนเอง ทำให้การไปมาลำบาก โดยขอให้ทางผู้ใหญ่บ้านตรวจสอบว่า การทำประตูดังกล่าวเป็นการทำอยู่บนที่สาธารณะประโยชน์ท่าวังยาวหรือไม่ แต่ในระหว่างการสอบถามของเจ้าหน้าที่นั้น ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลของตนเองเกี่ยวกับการก่อสร้างประตูเหล็กแบบล้อเลื่อน รวมทั้งประเด็นการที่นายสมนึก ได้ทำหนังสือร้องเรียนกรณีดังกล่าวถึงผู้ใหญ่บ้านวังเวิน หมู่ที่ 8 และ ผู้ใหญ่บ้านวังเวิน หมู่ที่ 8 ได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง อบต.ศรีบุญเรือง เพื่อตรวจสอบ ซึ่งทางผู้ถูกร้องมองว่า เหตุใดนายสมนึก จึงไม่สอบถามเหตุผลด้วยตัวเองก่อน แต่กลับไปร้องเรียนกับผู้ใหญ่บ้าน และเหตุใดผู้ใหญ่บ้านจึงไม่เรียกลูกบ้านทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยสอบถามกันก่อน แต่กลับแจ้งไปยัง อบต.ศรีบุญเรือง ทำให้ฝ่ายผู้ร้องได้รับความเสื่อมเสียจากสังคมที่มองว่า ฝ่ายผู้ถูกร้องจงจำประตูปิดกันไม่ให้ฝ่ายผู้ร้องใช้ถนนดังกล่าวร่วมด้วย และยืนยันว่า ถนนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง ไม่ใช่ทางสาธารณะ

นายสมนึก ดวงจำปา ผู้ร้องเรียน กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเองได้ร้องเรียนกับผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากตนเองไม่สามารถเดินทางเข้าออกที่นาของตนเอง ซึ่งอยู่ถัดจากที่นาของนายบัวลี ได้ เนื่องจากนายบัวลี ได้ทำประตูปิดกั้นทางเข้าออก ซึ่งตามเดิมทางเส้นนี้ตนเองก็เคยใช้เข้าออกที่นาของตนเองมากว่า 30 ปี ซึ่งเข้าใจมาตลอดว่า เป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีประตูเหล็ก ก็มีเพียงลำไม้ไผ่เท่านั้นที่ใช้ขวางทางเข้าออกเอาไว้ การที่นายบัวลี ทำประตูเหล็กดังกล่าวขึ้นมา จึงทำให้ตนเองเข้าออกที่นาได้ไม่สะดวก โดยเฉพาะเวลาที่นายบัวลี ปิดประตูรั้วเอาไว้ และก่อนจะมีการทำประตูปิดกั้นก็ไม่มีการบอกกล่าวให้ตนเองทราบก่อน ดังนั้นจึงได้มีการร้องเรียนไปยังผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบว่า ประตูดังกล่าวที่ทำขึ้นและเส้นทางนี้อยู่ในที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ หากมีการรังวัดแล้วพบว่า เป็นที่ดินในกรรมสิทธิ์ของนายบัวลี ตามที่กล่าวอ้าง ตนเองก็จะไปใช้เส้นทางอื่น

ขณะที่ น.ส.จรรณฐพร ประจันตะเสน บุตรสาวของนายบัวลี ผู้ถูกร้องเรียน กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ทางครอบครัวตนเองไม่พอใจ คือ การที่นายสมนึก ได้ไปร้องเรียนกับผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่บ้านก็ร้องเรียนต่อไปยัง อบต.ศรีบุญเรือง โดยที่ไม่ได้แจ้งให้ทางครอบครัวตนเองทราบมาก่อน ทั้งๆ ที่ทางเข้าออกนี้ก็เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินของครอบครัวตนเอง ไม่ใช่ที่สาธารณะประโยชน์ตามที่นายสมนึก กล่าวอ้าง และนายสมนึกก็ได้ใช้ประโยชน์มานานหลาย 10 ปี การที่ทางครอบครัวทำประตูขึ้นมาก็เพราะป้องกันสัตว์เลี้ยงและบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้ามาภายในที่นา เนื่องจากข้างในมีการทำเป็นบ้านสวน มีทรัพย์สินมีค่าอยู่ จึงได้ทำประตูเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ล็อค การกระทำดังกล่าวของนายสมนึก ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติและข้ามขั้นตอน เพราะอย่างน้อย นายสมนึกก็ควรมาสอบถามพูดคุยกับพ่อของตนเองก่อน และผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้นำชุมชน เมื่อทราบว่าลูกบ้านมีปัญหา ก็ควรที่จะเรียกลูกบ้านทั้ง 2 ฝ่าย มาพูดคุยไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจกัน แต่การส่งเรื่องไปร้องเรียนกับหน่วยงานดังกล่าว ทำให้ครอบครัวของตนเองถูกมองว่า เป็นคนใจดำ ใจแคบ ทั้งๆ ที่ครอบครัวไม่ได้รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต่อไปก็คงใช้ถนนนี้ร่วมกันไม่ได้ และเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ดินมารังวัด ทุกอย่างก็จะชัดเจน

ด้าน น.ส.กาญจนา ดงเจริญ รองปลัด อบต.ศรีบุญเรือง กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่และการดูเอกสารโฉนดที่กินของทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ถนนทางเข้าออกดังกล่าวอยู่ในที่สาธารณะหรือไม่ การจะชี้ชัดได้จะต้องให้เจ้าหน้าที่สำงานที่ดินออกมาทำการตรวจแนวเขตและรังวัดที่ดินแต่ละแปลงของผู้ครอบครองแต่ละคนที่อยู่ติดใกล้ โดยหลังจากนี้ทาง อบต.ศรีบุญเรือง จะทำการสรุปประเด็นตามข้อร้องเรียน และประสานไปยังสำนักงานที่ดิน เพื่อออกมาประเมินค่าใช้จ่ายในการรังวัด ก่อนจะลงพื้นที่มารังวัดแนวเขตให้ชัดเจนต่อไป.

แสดงความคิดเห็น