สุดเจ๋ง นักวิจัย มทส.โคราช ทะลายข้อจำกัดพลาสติกชีวภาพพัฒนาสู่ “บรรจุภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เพิ่มความการใช้งานหลากหลาย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ( มทส.) นครราชสีมา ศาสตราจารย์ ดร.หนึ่ง เตียอำรุง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี มทส. พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัย มีคำ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการออกแบบ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มทส. ร่วมแถลงผลงานวิจัยและนวัตกรรม “บรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋องและอาหารแช่เยือกแข็งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้เชิงชีวภาพ”
ผศ.ดร.อุทัย เปิดเผยว่า คณะวิจัย มทส.ได้นำองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม พอลิเมอร์ผสานกับทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ทำให้ได้บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bioplastic) มีคุณสมบัติพิเศษเหมาะกับกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็งและบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋องที่ปรับใช้ได้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดรองรับการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการที่สนใจได้ทันทีสนองตอบโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพควบคู่ไปใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้อย่างสมดุลมั่นคงและยั่งยืน
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจกับความปลอดภัยของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุฐานชีวภาพ (Bio–Degradable Packaging) และย่อยสลายได้ภายในเวลา 2-5 เดือน ตามมาตรฐานกระบวนการฝั่งกลบได้รับความสนใจนำมาใช้เป็นภาชนะใส่อาหารมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทดแทนการใช้พลาสติกทั่วไปที่ผลิตจากปิโตรเคมีใช้เวลาย่อยสลายกว่า 400 ปี สร้างปัญหาขยะตกค้าง และเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนวัตกรรมนี้ ได้ศึกษาวิจัยเพื่อทะลายข้อจำกัดทั่วไปและเพิ่มขีดความสามารถของไบโอพลาสติก (Bioplastic) ปกติทนความร้อน 50 องศาเซลเซียส พัฒนาคุณสมบัติสู่ทนความร้อนได้สูงถึง 150 องศาเซลเซียส และจากผลทดสอบของห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมในแง่บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารกระป๋องได้ตามมาตรฐานกระบวนการผลิตอาหารกระป๋องที่สำคัญคือต้องผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส ด้วยความดันที่ 15 psi (พีเอสไอ) เป็นเวลา 15 นาที ผลสำเร็จนี้จะช่วยเปิดทางไปสู่การพัฒนาต่อยอดสำหรับอุตสาหกรรมส่งออกอาหารของไทยที่มุ่งขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกทั้งเพิ่มความหลากหลายในการใช้งานของพลาสติกชีวภาพไม่มีข้อด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติรองรับอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็งได้เป็นอย่างดี
ส่วนความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์นั้นจากการศึกษาในแง่ต้นทุนและควบคุมการผลิต สามารถควบคุมต้นทุนให้ไม่สูงมากหรือใกล้เคียงกับพลาสติกทั่วไปได้ด้วยปัจจัยหลักคือวัสดุฐานชีวภาพจากพลาสติก PLA จากวัสดุธรรมชาติมีผู้ผลิตป้อนสู่ท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอและปัจจัยการผลิตแบบฉีดขึ้นรูปที่สามารถใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพเดิมตามปกติ ทำให้ลดต้นทุนส่วนนี้ไปได้มาก ต้นทุนจึงอยู่ที่ประมาณ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท ต่อแพ็ค ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญที่สำคัญมีความปลอดภัยกับผู้บริโภคสูง จึงเป็นปัจจัยช่วยผลักดันมูลค่าทางการตลาด โดยบางประเทศในแถบยุโรปได้ออกกฎหมายควบคุมส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์เชิงชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ประกอบกับการที่ประเทศไทยประกาศเป็นครัวโลกมีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋องและอาหารแช่เยือกแข็งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งยังย่อยสลายได้เชิงชีวภาพได้เป็นประเทศต้นๆ ของโลก ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคและใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับความต้องการของทั่วโลกที่มุ่งเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development Goals–SDGs ที่ครอบคลุมมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สนใจติดต่อสาขาวิชาเทคโนโลยีการออกแบบ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มทส. อีเมล์ umsut@sut.ac.th
แสดงความคิดเห็น