ขอนแก่น โดน จนท.เนาสำเนาประชาชนไปผ่อนของเป็นหนี้ 4รายการ

11 เม.ย.66 จากการกรณีมีผู้ร้องเรียนผ่านเพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part  ระบุภาพข้อความการสนทนาผ่านแชทไลน์กับคลอเซ็นเตอร์บริษัทให้สินเชื่อแห่งหนึ่ง และเอกสารแจ้งความที่สำนักงานตำรวจภูธรเมืองชลบุรี  พร้อมข้อความ “โดนเซลล์เอาชื่อไปผ่อนของจนเป็นหนี้…แจ้งความแล้ว..แบบนี้ใครต้องเยียวยา สื่อสังคมช่วยขยายประเด็นด้วย   ผมโดนพนักงานเซลล์บริษัทซิงเกอร์เอาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนไปยื่นผ่อนสินค้าจำนวน 4 รายการ โดนที่ผมไม่รู้ จนตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ทางบริษัทออกมาตามทวงหนี้ทำให้ผมเดือดร้อน ผมไปแจ้งความบริษัทโทรมาว่าจะขอจบและเขาจะดำเนินการปิดบัญชีให้ แต่เขาไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนหาพนักงานที่กระทำความผิด ผมต้องการคำเนินคดีกับทางบริษัท คือบริษัทซิงเกอร์และบริษัท เอสจี แคปปิตอล เจ้าของสินเชื่อ แต่ตำรวจทำให้แค่บันทึกประจำวัน ซึ่งผมได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่า แจ้งความดำเนินคดีและหาคนกระทำความผิดมาลงโทษ  และจะดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา ตอนนี้ผมเดือดร้อนช่วยผมด้วยครับ เหตุเกิดที่ จ.ชลบุรี  ช่วยร้องไปยังรายการให้ทีครับผม  ผมต้องดำเนินคดี ผมเป็นหนี้และเสียเครดิต ผมไปขอตรวจเช็คเลขที่สัญญาพบสัญญาเพิ่มมาเรื่อยๆ ครับ เขายังกระทำความผิดติดต่อกันหลายครั้งครับเลขที่สัญญาที่ตรวจพบ  ในชื่อผมโดยที่ผมไม่เคยเป็นลูกค้าเขาครับ”

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ประสานไปยังผู้โพสต์  คือนายมานะ  ปัญญา  อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ 12 ต.บ้านหัน  อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น  อาชีพเป็นพนักงานบริบัทตี๋รุ่งเรืองแทรคเตอร์ชลบุรี  ที่อำเภอเมือง  จ. ชลบุรี  ขณะเดินทางมาส่งสินค้าและรถแทรคเตอร์  ที่อำเภอเมือง  จ.ขอนแก่น   โดยได้เล่าให้กับผู้สื่อข่าวฟังว่า  เหตุเกิดเมื่อปี 2562  ที่ผ่านมา ตนประกอบอาชีพขนส่งส่วนภรรยาเปิดหน้าร้านขายก้วยเตี๋ยว   ในเขตพื้นที่ อ.นาป่า จ.ชลบุรี   ได้มีเจ้าหน้าที่ของทางบริษัทซิงเกอร์  ได้นำเอกสารโบชัวร์  มาเดินแจกตามบ้าน   ขณะนั้นตนสนใจที่จะติดตั้งตู้น้ำมันหยอดเหรียญ  เนื่องจากสถานที่ตั้งร้านก้วยเตี๋ยวเหมาะสมสำหรับติดตั้ง  และทางบริษัทซิงเกอร์ก็มีตู้น้ำมันหยอดเหรียญให้ผ่อนจ่ายด้วยในขณะนั้น   ทางบริษัทซิงเกอร์จึงได้ร้องขอดำเนินการตรวจสอบเอกสาร   โดยใช้แค่สำเนาบัตรประชาชนแค่ใบเดียว  โดยมีการเซ็นเสาเนาถูกต้องเท่านั้น  จากนั้นผ่านไปหนึ่งอาทิตย์  ก็มีเจ้าหน้าที่จากทางบริษัทซิงเกอร์คนเดิม  โทรกลับมาว่า  เคดิตผ่านสามารถผ่อนส่งตู้น้ำมันหยอดเหรียญได้  และพร้อมที่จะทำสัญญาได้ทันที   ตอนนั้นตนจึงบอกไปว่ายังไม่พร้อมเพราะเรื่องภาษี  และสถานที่ยังเป็นสถานที่เช่าอยู่  ต้องมีการขออนุญาตเจ้าของที่ก่อน  แต่ทางเจ้าหน้าที่บริษัทซิงเกอร์ได้กับตนว่า ถ้ายังไม่พร้อม  ขอเอาเอกสารของตนที่ผ่านเครดิตแล้วไปลงกับเจ้าอื่นได้มั้ย  ตนจึงบอกไปว่ายังไงก็ไม่ได้  จะมาให้คนอื่นมาผ่อนของเป็นชื่อตนเองได้ยังไง  จากนั้นจึงขอเอกสารทั้งหมดกลับ  และขณะนั้นตนต้องทำงานขับรถและไม่เอะใจ  จนหมดสัญญาเช่าร้าน จึงไม่ทราบว่าเอกสารนั้นได้ส่งกลับคืนมาหรือไม่จากนั้นเรื่องก็เงียบไป

จนเมื่อวันที่ 5 เมษายน  2566 ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทซิงเกอร์ โทรมาทวงถามว่าได้มีการค้างค่าผ่อนชำระโทรศัพท์มือถือ เป็นจำนวนเงิน 14,000 บาท ขนาดนั้นตนตกใจ เพราะไม่เคยทำเรื่องผ่อนโทรศัพท์มาก่อน จึงได้ปฏิเสธไป   ทางเจ้าหน้าที่บริษัทซิงเกอร์จึงถามบ้านเลขที่   ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างตรงหมด  แต่ไม่เคยได้รับเอกสารทวงหนี้  จากนั้นตนจึงขอรายละเอียดสัญญาทวงถามทุกอย่าง   แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับบอกว่า  ไม่มีในข้อมูลใดๆของตน  มีแค่เลขที่สัญญาที่ตนเป็นหนี้ติดค้างอยู่   จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้เบอร์บริษัทสินเชื่อก็คือบริษัท เอสจี แคปปิตอลเพื่อไปสอบถามรายละเอียดที่เป็นหนี้อยู่   เมื่อติดต่อไปเรื่องก็เงียบมีเพียงข้อความอัตโนมัติติดต่อกลับมา  จากนั้นตนจึงแจ้งไปว่าจะแจ้งความดำเนินคดีทั้งสองบริษัท  คือบริษัท ซิงเกอร์และบริษัทเอสจีแคปปิตอล  เพราะทำงานหละหลวมต้องร่วมกันรับผิดชอบในกรณีดังกล่าวยืนยันตนไม่ได้เป็นคนผิด

นายมานะ  ผู้เสียหายยังกล่าวอีกว่า  เมื่อตนแจ้งความไป  ก็มีเจ้าหน้าที่จาก บริษัทเอสจีแคปปิตอล   ซึ่งเป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อโทรกลับมา  พร้อมบอกว่าจะเคลียร์ปัญหาโดยจะปิดยอดค้างโทรศัพท์มือถือทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 14,000 บาทให้  พร้อมกับจะระงับการติดตามหนี้ของตน แต่ตนต้องการหลักฐานเอกสารยืนยัน  เจ้าหน้าที่จึงให้ต้นไปติดตามเรื่องที่สาขาที่ อ.นาป่า จ.ชลบุรี โดยนำเลขที่สัญญารหัสสินค้าไปยื่น  ก็พบเพียงชื่อในระบบแต่รายละเอียดการซื้อสินค้าไม่มี  และทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกเอกสารอะไรให้ได้เพราะไม่มีอำนาจ   แล้วยังโยนเรื่องไปอีกสาขาหนึ่ง    ขณะนั้นตนก็หมดหวังกำลังจะเดินทางกลับแต่เจ้าหน้าที่กลับบอกมาว่า  “จะรับเคลียร์ให้เคสเดียวเท่านั้น  คือรหัสตัวที่นำมายื่นนี้  เคสอื่นจะไม่รับผิดชอบ” ตนจึงฉุดคิดขึ้นมาทันที ว่าต้องมีมากกว่านี้  จึงขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูให้ พอตรวจสอบดู  ถึงกับต้องตกใจ พบรายละเอียดที่ผ่อนส่งของ  ทั้งผ่อนส่งหมดแล้วและยังผ่อนไม่หมด รวมทั้งหมดรวม 4 รายการ  ประกอบไปด้วย ตู้น้ำมันหยอดเหรียญ, ตู้เติมเงิน, โทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุงมูลค่า 14,000 บาท  ตู้เติมเงินออนไลน์มูลค่า 24,300 บาท ซึ่งตู้น้ำมันหยอดเหรียญและตู้เติมเงินนั้นมีการผ่อนส่งหมดแล้วโดยไม่ทราบว่าใครเป็นคนคนผ่อน แต่โทรศัพท์มือถือและตู้เติมเงินออนไลน์ยังเป็นหนี้ติดค้างอยู่  ตนจึงอยากดำเนินคดีให้ถึงที่สุด  เพราะทำให้เคดิตเสีย   โดยเฉพาะเรื่องบัตรประชาชนที่มีผู้นำสำเนาบัตรไปแอบอ้าง  ซึ่งก็พอรู้ตัวอยู่แต่ยังไม่อยากเปิดเผยตัวตน เพราะจะมีผลต่อคดี    จึงอยากฝากเตือนเรื่องสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  อย่าคิดแค่สำเนาบัตรแค่ใบเดียวทำอะไรไม่ได้  ยืนยันเจอมากับตัวมาแล้ว      และอยากให้ทางบริษัททั้ง 2 บริษัทออกมารับผิดชอบ พร้อมกับหาตัวผู้ที่กระทำความผิด  ที่นำเอกสารของตนไปแอบอ้างผ่อนซื้อของมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว

แสดงความคิดเห็น