ขอนแก่น สาวออกกำลังกาย เจอโรคจิตปั่นจักรยานมองหน้าอกพูดคุกคาม

23 เม.ย.66 จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก โพสต์ภาพชายคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานอยาภายในสวนสาธารณะบึงแก่นนคร ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมีชื่ออยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดขอนแก่น โดยระบุว่าเป็นชายโรคจิตมองหน้าอกผู้หญิงพร้อมกับพูดจาคุกคาม โดยทางเพจระบุข้อความเอาไว้ว่า “#เตือนบุคคลอันตราย วันนี้มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนสาธารณะบึงแก่นนคร เจอผู้ชายบุคคลในภาพคนนี้ ปั่นจักรยานมาเทียบข้างเรา3รอบแล้วมองที่หน้าอกของเรา เราพยายามอดทนไว้ไม่อยากสนใจ พอรอบที่4ปั่นมาเทียบข้างอีกและมองที่หน้าอกของเราชัดเจนมากจนเราทนไม่ไหว เราเลยถามว่ามองอะไรคะ คำตอบของผู้ชายคนนี้คือนม!!ทำไมหรอผิดกฏหมายหรอ เราเลยหยุดวิ่งแล้วพูดว่ามันไม่ควรมีการคุกคามกันไม่ว่าจะทางการมองหรือคำพูดอะไรแบบนี้แล้วนะคะ ผู้ชายคนนี้ถามกลับมาว่าทำไมหรอมองแล้วผิดกฏหมายหรอด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ไม่ได้มีความรู้สึกหรือสำนึกผิดอะไรเลย เราเลยตอบกลับไปว่า หนูขอถ่ายรูปหน่อยนะคะ จะไปโพสแจ้งเตือนคนอื่นๆว่าให้ระวังบุคคลแบบคนนี้ไว้ ผู้ชายคนนี้ตะโกนกลับมาว่าถ่ายเลยอยากดังเหมือนกัน หนูเลยถ่ายภาพแล้วพูดอีกว่าหันหน้ามาหน่อยคะจะได้เห็นหน้าชัดๆ ผู้ชายคนนี้หันมาแล้วถามเราอีกว่าหล่อไม๊ โอ้ยยจะบ้าตาย คนแบบนี้เกิดและโตมาในโลกใบนี้ได้ยังไงจนถึงอายุขนาดนี้แต่ไม่ได้มีสามัญสำนึกในการกระทำของตัวเองขนาดนี้ เราอยากมาเตือนเพื่อนๆในเฟสว่าอย่าเข้าใกล้บุคคลในภาพนี้และขออย่าให้มีคนโชคร้ายแบบเราในวันนี้อีกเลย นี้คือพิมพ์ไปร้องไห้ไป ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ โกรธมากๆแต่ทำอะไรไม่ได้เลย (ใครพอจะรู้จักบุคคลในภาพรบกวนอินบอคมาหาแจ๋มหน่อยนะคะ แจ๋มจะไปแจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐานค่ะ หรือแจ๋มอยากให้คนที่รู้จักบุคคลในภาพช่วยตักเตือนเค้าด้วยว่าการกระทำของเค้าในวันนี้โคตรใจร้ายกับผู้หญิงแบบเรา ขอให้เราเจอแบบนี้เป็นคนสุดท้ายอย่ากระทำแบบนี้กับใครอีกเลย)

น.ส.ลลิล อนันตกุล อายุ 32 ปี ชาว จ.ขอนแก่น คนถ่ายภาพชายดังกล่าวเอาไว้และนำมาเปิดเผย พาผู้สื่อข่าวดูจุดที่บันทึกภาพดังกล่าวเอาไว้ ภายในบึงแก่นนคร สวนสาธารณะชื่อดังประจำจังหวัดขอนแก่น โดยจุดดังกล่าวเป็นเส้นทางออกกำลังกายทั้ง วิ่ง เดิน และปั่นจักรยาน แต่ละวันจะมีคนมาออกกำลังจำนวนมากในช่วงเช้าและช่วงเย็น พร้อมเล่าเหตุการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 เม.ย.2566 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมาวิ่งออกกำลังกายที่บึงคนเดียวตามปกติ โดยขณะที่วิ่งอยู่นั้น ชายดังกล่าวปั่นจักรยานมาจากทางด้านหลังในเลนเดียวกัน แล้วหันมามองที่หน้าอกแบบตั้งใจ ลักษณะการมองแบบน่าเกลียด จ้องหน้าอกตนเองเหมือนตั้งใจให้รู้ และปั่นวนมาเจอตนเองอยู่ 3 รอบ และมองจ้องหน้าอกตนเอง ซึ่งพยายามจะไม่สนใจอะไร จนกระทั่งรอบที่ 4 ก็ยังจ้องมองหน้าอกตนเองอีก จึงทนไม่ไหวจึงถามว่า พี่มองอะไรคะ ชายคนนั้นตอบกลับมาหน้าตาเฉยว่า มองนม ทำไมเหรอ มองนมแล้วผิดกฎหมายเหรอ ซึ่งตนเองก็ตอบกลับไปว่า มองนมไม่ผิดกฎหมายหรอกคะพี่ แต่ยุคสมัยนี้ไม่ควรมีการคุกคามด้วยสายตาและคำพูดกันแล้ว ชายคนนั้นตอบกลับมาอีกว่าเพิ่งรู้นะว่าผิดกฎหมายข้อนี้ด้วย ตนเองก็บอกว่าไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ควรทำคะพี่ ซึ่งตอนนั้นทั้งกลัวทั้งไม่รู้จะทำยังไง จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วบอกชายดังกล่าวว่าขอถ่ายภาพจะเอาไปโพสต์ให้คนอื่นระวังตัว ซึ่งชายดังกล่าวยังมีการบอกให้ถ่ายและให้นำไปลงด้วยโดยบอกว่าถ่ายเลยอยากดังเหมือนกัน ตนเองจึงเดินไปใกล้ๆแล้วถ่ายให้เห็นหน้าตามที่ชายดังกล่าวยินยอม พร้อมทั้งยังบอกว่าเป็นไงครับหล่อไหมครับ โดยตนเองตอบกลับไปว่าน่ากลัวมากกว่า ก่อนที่ตนเองจะวิ่งหนีแล้วไปหลบเพื่อตั้งสติ ซึ่งตอนนั้นทั้งสั่นทั้งกลัว ยืนร้องไห้อยู่คนเดียว ใจตอนเกิดเหตุนั้นก็อยากจะด่า แต่ก็กลัวจะถูกทำร้าย จึงทำได้แค่นั้น

ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้น คนอื่นๆที่ออกกำลังกายอยู่ก็มีจำนวนมาก คนที่ตามมาด้านหลังที่เห็นเหตุการณ์ก็คิดว่าน่าจะเห็นเหตุการณ์และได้ยินทั้งหมด แต่ตอนนั้นไม่มีใครเข้ามาช่วย หรือมาสอบถาม ทุกคนต่างไม่สนใจและออกกำลังกายต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกทำได้แค่ถ่ายรูปแล้ววิ่งหนีเพราะกลัว โดยปกติตนเองจะมาออกกำลังกายช่วงเช้าเป็นประจำไม่เคยพบเห็นชายดังกล่าว พอช่วงนี้ตื่นสายจึงมาออกกำลังกายตอนเย็น กระทั่งมาเจอชายดังกล่าวกับเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าชายดังกล่าวมาประจำหรือไม่ หลังเกิดเหตุก็ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น โดนทางตำรวจบอกว่ายังไม่สามารถดำเนินคดีกับชายดังกล่าวได้ ทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันเอาไว้เท่านั้น เพราะเหตุยังไม่เกิด แต่ถ้าเกิดเหตุถึงจะไปช่วยในเคสอื่นได้ และเรื่องดังกล่าวนี้ อยากจะฝากเอาไว้ว่า การมองหน้าอกหรือมองอะไรแบบนี้ส่วนตัวไม่ได้ว่า เพราะในสังคมสมัยนี้ใครๆก็มอง แต่การที่ตั้งใจมอง จงใจมอง จนคนอื่นรู้สึกแย่ในที่สาธารณะแบบนี้มันไม่ควรมีแล้ว เพราะสถานที่ที่เป็นสวนสาธารณะควรจะปลอดภัยสำหรับทุกคน ตอนนี้มองว่ามันไม่ปลอดภัยเลยถ้ายังมีคนแบบนี้อยู่ในที่สาธารณะแบบนี้อยู่ ตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา หลอนไปหมด คนขับรถอะไรผ่านก็กลายเป็นคนวิตกจริตไปเลยว่าจะเกิดเหตุแบบนี้กับตนเองอีกไหม สังคมมองคนตอนนี้ก็กลัว จากที่เฉยๆก็รู้สึกกลัวรู้สึกแย่ไปทันทีหลังจากที่เกิดเหตุ.

แสดงความคิดเห็น