20 ปี วิกฤตลำพะเนียง: ชาวบ้านจับมือทนาย CRC ลงพื้นที่สู้คดี “ฟื้นฟูระบบนิเวศ” พร้อมอัปเดตชะตากรรมโรงโม่หิน

Key Points:

  • ปูมหลัง: โครงการขุดลอกลำพะเนียง (ปี 2547-2549) เปลี่ยนสภาพลำน้ำธรรมชาติจนระบบนิเวศพังทลาย กระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน 5 ตำบลใน จ.หนองบัวลำภู

  • ความคืบหน้าคดี: ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีขอให้รัฐ “ฟื้นฟู” สภาพลำน้ำแล้ว ทนายความจึงเร่งลงพื้นที่เก็บหลักฐานเพิ่มเติม

  • คดีโรงโม่หิน: อยู่ในชั้นศาลปกครองสูงสุด (อุทธรณ์) หลังศาลชั้นต้นเคยพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตร


จาก “แก้จน” สู่ “ทนทุกข์”: ผลกระทบจากการขุดลอกลำพะเนียง

เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ชาวบ้านในอำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ต้องเผชิญกับผลกระทบจากโครงการขุดลอกขยายลำน้ำพะเนียง ที่เปลี่ยนความกว้างจาก 7-10 เมตร เป็นกว้างถึง 82 เมตร พร้อมคันดินสูงขวางกั้นทางน้ำ สิ่งที่ตามมาคือการสูญเสียที่ดินทำกินจากการกัดเซาะ พันธุ์ปลาท้องถิ่นกว่า 100 ชนิดสูญหาย และระบบนิเวศริมตลิ่งอย่างต้นยางนาและตะเคียนทองถูกทำลายจนหมดสิ้น

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพไม่มีคำอธิบายรูปภาพไม่มีคำอธิบายรูปภาพไม่มีคำอธิบายรูปภาพไม่มีคำอธิบายรูปภาพไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ภาพจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน 12 ธันวาคม 2024
·

ภาพจาก สำนักข่าวชายขอบ 5 กันยายน 2565 ชาวบ้าน อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู จำนวนกว่า 10 คน

เดินหน้าฟ้อง “กรมชลฯ-กรมเจ้าท่า” เพื่อการฟื้นฟู

แม้ชาวบ้านจะชนะคดีเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายไปแล้วในคดีก่อนหน้า แต่เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ลำน้ำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง “รับคำฟ้อง” ในคดีที่ชาวบ้าน 63 ราย ยื่นฟ้องขอให้หน่วยงานรัฐดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9-11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทีมทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำคำคัดค้านคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดี โดยพบว่าข้อมูลที่รัฐอ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เช่น ปัญหาตลิ่งพังทลายและการสร้างแพสูบน้ำที่ส่งผลกระทบซ้ำซ้อน

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

อัปเดตการต่อสู้ “คดีโรงโม่หิน”

ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ยังมีการต่อสู้คู่ขนานในประเด็น “โรงโม่หิน” ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้านสิทธิชุมชน หลังจากที่ศาลปกครองอุดรธานี (ศาลชั้นต้น) เคยมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประทานบัตรและใบอนุญาตโรงโม่หินไปแล้วนั้น ขณะนี้คดีได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากการยื่นอุทธรณ์ของคู่กรณี

โดยมีนายสะพรั่ง ขุริมนต์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1, นางลำพูล ขุริมนต์ ผู้ฟ้องคดีที่ 15 และนายวิเชียร ศรีจันทร์นนท์ ผู้ฟ้องคดีที่ 52 พร้อมด้วยนายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี

ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันว่า ไม่ว่าผลแพ้ชนะในชั้นศาลสูงสุดจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือได้สร้างบรรทัดฐานการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานได้เล่าขานสืบไป

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "CRC สะพรั่งบุริมนต์ สะพรั่ง บุริมนต์ ผู้ฟ้องคดีที่1 1 กลุ่มอบุรักษ์และฟืนฟูลุ่นำพะเ การที่ฟ้องคดีเราไม่ได้ฟ้องเพื่อตน ได้ฟ้อง เราฟ้องเพื่อคนในชุมชน ซึ่งหลายหมู่บ้าน ซึ่ง หลายตำบล ได้รับผลกระทบ แล้วอบอำนาจมาให้พวกเราต่วรู้ด แพ้หรือชนะมันไม่ใช่ปัญหา ขอให้เราได้สู้ เพื่อให้ลูกให้หลานได้รู้ว่า คดีนี้ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เคยไปฟ้องมาแล้ว ผลแพ้ชนะอย่างโรเขาก็จะเส่งนกันต"อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความอาจเป็นรูปภาพของ ข้อความ


เชิงอรรถ/รายการอ้างอิง (References):

แสดงความคิดเห็น