เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน Q2/2569: เมื่อมาตรการรัฐช่วยได้เพียง “หน้าด่าน” แต่ความเปราะบางของปากท้องยังเป็นโจทย์ใหญ่

รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไตรมาสที่ 2 ปี 2569

บทสรุปผู้บริหาร

ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 อยู่ในสภาวะ “ทรงตัว” เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะมีปัจจัยบวกจากการผลิตภาคอุตสาหกรรมและรายได้เกษตรกรที่กลับมาขยายตัว แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังคงได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่หดตัวลง
ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ กำลังซื้อที่เปราะบาง และ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ภาครัฐจะเข็นมาตรการพยุงการบริโภค เช่น “ไทยช่วยไทยพลัส” และ “EV 3.0” ออกมาในช่วงปลายไตรมาส แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยปัจจัยลบที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ทั้งหมด ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งตามการบริโภคที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากภัยแล้ง (เอลนีโญ) และสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด

ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (ไตรมาส 2/2569)
รายการ
% เทียบไตรมาสก่อน (ปรับฤดูกาล)
สถานะ
รายได้เกษตรกร
+3.7
ขยายตัว
ผลผลิตอุตสาหกรรม
+4.0
ขยายตัว
การลงทุนภาคเอกชน
+1.6
กลับมาขยายตัว
การใช้จ่ายภาครัฐ
+11.7
ขยายตัวสูง
การบริโภคภาคเอกชน
-0.8
หดตัวต่อเนื่อง
รายได้ผู้เยี่ยมเยือน
-3.1
หดตัว
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป
2.47
เพิ่มขึ้น

บทวิเคราะห์ประเด็นหลักทางเศรษฐกิจ

1. การบริโภคภาคเอกชนและกำลังซื้อที่เปราะบาง

การบริโภคภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 0.8 โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:
  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนโดยตรง
  • มาตรการรัฐช่วยพยุงในช่วงสั้น: มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยกระตุ้นการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน (FMCG) เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ และของใช้ในครัวเรือนในเดือนมิถุนายน แต่ภาพรวมทั้งไตรมาสยังคงติดลบ
  • สินค้าคงทนได้รับอานิสงส์เฉพาะจุด: ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้นจากการปรับลดราคาในช่วงต้นไตรมาส และการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ในช่วงปลายไตรมาส

2. วิกฤตการท่องเที่ยว: จำนวนคนเพิ่ม แต่รายได้ลด

แม้ดัชนีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 จากเทศกาลสงกรานต์และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แต่ รายได้รวมกลับหดตัวร้อยละ 3.1 เนื่องจาก:
  • พฤติกรรมการเที่ยวระยะใกล้: นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนในภูมิภาคที่เน้นการเดินทางระยะสั้นเพื่อประหยัดต้นทุนน้ำมัน
  • กลุ่มกำลังซื้อสูงหายไป: นักท่องเที่ยวนอกภูมิภาคซึ่งปกติมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงถึง 1 ใน 5 ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมดมีจำนวนลดลง ผลจากการปรับลดเที่ยวบินและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

3. ภาคการเกษตรและการผลิต: การขยายตัวที่กระจุกตัว

แม้ตัวเลขในภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่ผลประโยชน์ไม่ได้ตกสู่คนส่วนใหญ่เท่าที่ควร:
  • รายได้เกษตรกร (+3.7%): ขยายตัวจากราคามันสำปะหลังที่สูงขึ้นและการปิดด่านพรมแดน รวมถึงผลผลิตยางพาราที่ออกตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม รายได้สุทธิของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและอ้อยกลับลดลง เนื่องจากต้นทุนการผลิต (ค่าปุ๋ยเคมี) ที่สูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม (+4.0%): ขยายตัวจากการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามความต้องการของคู่ค้าต่างประเทศ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่เตรียมรับมาตรการรัฐ
  • ปัญหาโครงสร้างแรงงาน: อุตสาหกรรมที่ขยายตัว (อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องดื่ม) มีสัดส่วนการจ้างงานเพียงร้อยละ 10 ของภาคการผลิตทั้งหมดในอีสาน ขณะที่ภาพรวมการจ้างงานภาคการผลิตลดลงถึง 2.5 แสนคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

4. การค้าชายแดนและการลงทุน

  • การค้าผ่านด่านศุลกากร: ขยายตัวต่อเนื่องทั้งการนำเข้า (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และมือถือจากจีน/เวียดนาม) และการส่งออก (ทุเรียนสดตามฤดูกาลและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปจีน)
  • การลงทุนภาคเอกชน (+1.6%): กลับมาขยายตัวจากการก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ยังคงหดตัว โดยเฉพาะยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์

เสถียรภาพเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

  1. อัตราเงินเฟ้อ: ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.47 ตามราคาในหมวดพลังงานและอาหารสด
  2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: แม้มีแนวโน้มผ่อนคลายลงแต่ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพ
  3. วิกฤตภัยแล้ง (เอลนีโญ): เป็นความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลัง เนื่องจากปริมาณฝนสะสมน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี และปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนสำคัญ (เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนสิรินธร) ยังอยู่ในระดับต่ำ (ต่ำกว่า 30-35%) ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรอย่างรุนแรง

มาตรการช่วยเหลือและแนวทางแก้ไขจากธนาคารแห่งประเทศไทย

เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและ SMEs แบงก์ชาติได้ดำเนินการดังนี้:
  • โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’: มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้รายย่อย ปัจจุบันดำเนินการแล้วเกือบ 140,000 บัญชี และตั้งเป้าให้ถึง 300,000 บัญชีภายในปีหน้า
  • การลดต้นทุนทางการเงิน: ปรับลดและยกเลิกค่าธรรมเนียมหลายรายการ คาดว่าจะช่วยลดภาระภาคธุรกิจและประชาชนได้ราว 5,000 ล้านบาทต่อปี
  • การส่งเสริม Wellness และบริการสุขภาพ: เพื่อเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับภูมิภาคในอนาคต

 

เจาะลึกเศรษฐกิจอีสาน Q2/2569: เมื่อมาตรการรัฐช่วยได้เพียง “หน้าด่าน” แต่ความเปราะบางของปากท้องยังเป็นโจทย์ใหญ่

หากย้อนกลับไปดูบรรยากาศช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เราอาจเห็นภาพความคึกคักของผู้คนที่เดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติจนดูเหมือนเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ทว่าในความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่หลังภาพความสนุกสนานนั้น คือสภาวะ “กระเป๋าแฟบ” ที่คนอีสานกำลังเผชิญอย่างเงียบเชียบ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เมื่อเครื่องชี้วัดบางตัวเริ่มส่งสัญญาณบวก แต่ความรู้สึกของคนในพื้นที่กลับสวนทางด้วยค่าครองชีพที่กดทับ
ความเปราะบางของกำลังซื้อกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่มาตรการรัฐพยายามเข้าพยุง แต่น่าตั้งคำถามว่าแรงส่งเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะซ่อมแซมรอยร้าวในโครงสร้างเศรษฐกิจภูมิภาค ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพและภาระหนี้สินที่ยังคงไม่จางหาย

มาตรการ “คนละครึ่งพลัส”: แรงส่งที่ช่วยพยุงเพียงของใช้ แต่ยังไม่ชนะค่าครองชีพ

ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่าง “คนละครึ่งพลัส” (หรือไทยช่วยไทยพลัส) ที่มาพร้อมกลไกการอุดหนุนแบบ 60/40 ได้เริ่มส่งผลต่อการบริโภค อย่างไรก็ตาม หน้าด่านการฟื้นตัวนี้กลับกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (FMCG) เป็นหลัก
  • กลุ่มสินค้าที่ยอดขายพุ่ง (FMCG): มาตรการรัฐช่วยเร่งการซื้อในหมวดอาหารที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร, ไข่, ปลากระป๋อง และเครื่องปรุงรส รวมถึงของใช้ในครัวเรือนอย่างน้ำยาล้างจานและผงซักฟอก
  • จุดสว่างในหมวดสินค้าคงทน: ความน่าสนใจคือกลุ่ม “สินค้าคงทน” กลับมาขยายตัวได้จริง โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการ EV 3.0 และการปรับลดราคารถยนต์ไฟฟ้าในช่วงต้นไตรมาส ประกอบกับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่กระตุ้นยอดขายในช่วงปลายไตรมาส
  • แรงส่งที่ยังไม่พอ: แม้จะมีปัจจัยบวกข้างต้น แต่ภาพรวมการบริโภคทั้งไตรมาสยังคงหดตัว เนื่องจากแรงหนุนในช่วงปลายไตรมาสไม่เพียงพอที่จะชดเชยปัจจัยลบจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้าได้

ปริศนาการท่องเที่ยว: เมื่อคนมาเยอะขึ้น แต่ “รายได้” กลับวูบหาย

ในไตรมาสที่ 2 เราพบปรากฏการณ์ “ท่องเที่ยวระยะใกล้” ที่น่าสนใจ แม้จำนวนผู้เยี่ยมเยือนคนไทยจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลและกิจกรรมประเพณี แต่ตัวเลขรายได้รวมภาคการท่องเที่ยวกลับสวนทางด้วยการ หดตัวลง 3.1% ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป
สาเหตุหลักมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากนอกภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน ผลจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นและการปรับลดเที่ยวบิน ทำให้คนอีสานหันมาเที่ยวกันเองภายในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อหัวต่ำกว่ามาก
“กลุ่มนักท่องเที่ยวนอกภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง คือฟันเฟืองสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอีสาน เพราะโดยปกติคนกลุ่มนี้จะเข้ามาสร้างรายได้ให้พื้นที่มากถึง 1 ใน 5 ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด เมื่อคนกลุ่มนี้หายไป รายได้จากการท่องเที่ยวจึงทรุดตัวลงแม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูคึกคักก็ตาม”


รายได้เกษตรกรที่เพิ่มขึ้น… บนกำแพงต้นทุนที่สูงลิ่ว

ตัวเลขรายได้เกษตรกรที่ขยายตัว 3.7% อาจดูเหมือนเป็นข่าวดี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ราคาพุ่งสูงขึ้นจาก ผลของการปิดด่านชายแดนและอุปทานในประเทศที่ลดลง รวมถึงราคายางพาราที่ได้อานิสงส์จากความต้องการของต่างประเทศ แต่หากกางงบประมาณในกระเป๋าเกษตรกรจริงๆ จะพบความจริงที่เจ็บปวดกว่านั้น
แม้ราคาขายจะดี แต่ต้นทุนการผลิต (PPI ในหมวดปุ๋ยเคมี) กลับพุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้สุทธิหลังหักต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่กว่า 3 ล้านครัวเรือน ในอีสานที่ต้องเผชิญกับรายได้สุทธิที่ลดลง สวนทางกับกลุ่มพืชไร่ที่มีจำนวนครัวเรือนน้อยกว่าแต่ได้รับผลประโยชน์จากราคาตลาดโลกมากกว่า

การผลิตที่เติบโตบนความย้อนแย้ง: ทำไม “การจ้างงาน” ถึงหดตัวต่อเนื่อง?

อีกหนึ่งความลักลั่นที่น่ากังวลคือ ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ถึง 4.0% โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามความต้องการต่อเนื่องของคู่ค้าต่างประเทศ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่เตรียมรับแรงซื้อจากมาตรการรัฐ แต่การเติบโตนี้กลับไม่ส่งผลดีต่อการจ้างงานในภาพรวม
  • โครงสร้างที่บิดเบี้ยว: อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี มีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 10% ของภาคการผลิตทั้งหมดในอีสานเท่านั้น
  • รอยร้าวในตลาดแรงงาน: ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตของอีสานมีการ จ้างงานลดลงรวมถึง 2.5 แสนคน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังอย่างยิ่งในการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรท่ามกลางภาวะต้นทุนที่รัดตัว


สัญญาณความหวัง: การปรับโครงสร้างหนี้และลมหายใจใหม่ของ SMEs

ท่ามกลางความท้าทาย ยังพอมีแสงสว่างจากการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งมุ่งหวังจะดึงลูกหนี้รายย่อยกลับเข้าสู่ระบบการเงินอีกครั้ง
ปัจจุบันโครงการนี้สามารถ ปรับโครงสร้างหนี้ไปได้แล้วเกือบ 140,000 บัญชี โดยแบงก์ชาติตั้งเป้าเร่งให้ถึง 200,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ และขยายผลเป็น 300,000 บัญชีในปีหน้า นอกจากนี้ การปรับลดและยกเลิกค่าธรรมเนียมทางการเงินหลายรายการ ยังคาดว่าจะช่วย ลดภาระให้กับประชาชนและ SMEs ได้ราว 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพยุงสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังคงรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้

บทสรุปและมุมมองสู่อนาคต: ทรงตัวบนความไม่แน่นอน

ภาพรวมเศรษฐกิจอีสานในปี 2569 คาดว่าจะยังคงอยู่ในลักษณะ “ทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย” แม้จะมีแรงส่งจากการบริโภคในช่วงสั้นๆ แต่ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ ระดับน้ำในเขื่อนสำคัญที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจซ้ำเติมวิกฤตผลผลิตทางการเกษตรหากภาวะเอลนีโญรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้เราคิดต่อคือ: ในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคอาจดูเริ่มฟื้น แต่ต้นทุนการใช้ชีวิตขยับหนีไปไกลกว่า ภาคธุรกิจและครัวเรือนอีสานจะปรับตัวอย่างไรเพื่อก้าวข้าม “ความเปราะบาง” นี้ไปได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องรอเพียงแค่ลมหายใจจากมาตรการเยียวยาชั่วคราว?

แสดงความคิดเห็น