บพท. ผนึกภาคีขับเคลื่อน “แผนสู้ชนะจน” สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 ชูโมเดล Area-based ปลดล็อก 20 จังหวัดยากจน

Key Points:

  • ยกระดับงานวิจัยสู่แผนชาติ: บพท. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติฉบับที่ 14” เพื่อส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายให้สภาพัฒน์ บรรจุในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2570–2574)

  • ชูยุทธศาสตร์ Area-based: แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเป็นแผนฉบับแรกที่เน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่แทนรูปแบบรายประเด็น เพื่อให้สอดรับกับบริบทของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

  • กางฐานข้อมูลคนจน: นำสถิติงานวิจัยครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดเป้าหมาย จำนวนกว่า 303,444 ครัวเรือน (1.24 ล้านคน) มาเป็นสารตั้งต้นในการออกแบบนโยบายแก้จนเบ็ดเสร็จ

ระดมสมองพหุภาคี หนุนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติฉบับที่ 14” โดยมีนักวิจัยจากสถาบันวิชาการ 19 แห่ง ใน 20 จังหวัด พร้อมด้วยตัวแทนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน เข้าร่วมระดมความคิดเห็น

การสัมมนาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อนำบทเรียนและองค์ความรู้จากการวิจัยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 มาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม สำหรับบรรจุลงในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะใช้เป็นแผนแม่บทพัฒนาประเทศช่วงปี พ.ศ. 2570–2574

เปิดฐานข้อมูล 20 จังหวัดยากจน ตั้งโจทย์ช่วยคนฐานราก

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า การสัมมนาได้นำฐานข้อมูลการสำรวจครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนสูงสุดของประเทศ ซึ่งพบครัวเรือนยากจน 303,444 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชากร 1,243,449 คน มาใช้เป็นสารตั้งต้นในการจัดทำข้อเสนอ โดยแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ, การปฏิรูปภาครัฐ, การยกระดับทุนมนุษย์, การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอด-ลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ โจทย์สำคัญที่ต้องมีคำตอบในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือการระบุตำแหน่งแห่งที่และกลไกช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกว่า 9 ล้านครัวเรือน แรงงานนอกระบบหลายสิบล้านคน รวมถึงครัวเรือนยากจนกลุ่ม 20% ล่างสุดของประเทศ

สำหรับแนวทางหลักในการแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน บพท. ระบุว่าประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่:

  1. การพัฒนาทักษะเพื่อการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ

  2. การส่งเสริมทักษะการจัดการทางการเงิน

  3. การสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณภาครัฐให้ส่งตรงถึงครัวเรือนเป้าหมายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

พลิกโฉมสู่แผนพัฒนาเชิงพื้นที่ “Area-based”

ด้าน นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2570 จะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรกที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) โดยยึดความสอดคล้องตามบริบทจริงของพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากแผนพัฒนาฯ ในอดีตที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น (Issue-based)

กระบวนการยกร่างแผนครั้งนี้จึงเน้นการเปิดรับฟังเสียงและข้อเสนอแนะจากประชาชนและกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อให้เป็นแผนพัฒนาของประชาชนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับฐานข้อมูลการวิจัยแก้จนใน 20 จังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่หลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสัดส่วนสูง ได้แก่ อำนาจเจริญ, สุรินทร์, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สกลนคร, มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, ร้อยเอ็ด, เลย ร่วมกับจังหวัดปัตตานี, แม่ฮ่องสอน, ชัยนาท, นราธิวาส, ลำปาง, พัทลุง, พิษณุโลก และยะลา

อาจเป็นรูปภาพของ ข้อความพูดว่า "สกลว สอวช 53W. UWn ราก แก้จน หมาะสม นราก CHNCLOI มุ สด "งานวิจัยแก้จน เป็นรากฐานของ รากฐา แผนชาติที่จะยก ระดับประเทศ จากคนในท้องดื่น" Techaoingy 2563 E2- T$.15628 นายเอ็นนู นายเอ็นนูชื่อสุวรรณ ชื่อสุวรรณ กรมารทานันบากรตรางสล สคช.) การสัมมนา การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ กระรนแาริปิาสิมากทาท งปฏิบัติการ "พลังสู้ชนะจบ ครั้งที่3 สู้แผนชาติฉบันที่14" 14" วันที่ กันยายน 2569 ល โรงแรมรานาการ์เต้นส์ กรุงเพ mely อาบใจร"

คณาจารย์ นักวิจัย และภาคีเครือข่ายภาคราชการ ภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจเอกชน ชุมนุมใหญ่ระดมความคิดเห็น ประสบการณ์ พัฒนาแผนแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืน ส่งต่อให้สภาพัฒน์ บรรจุใส่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ยกระดับสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขประชาชน โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่ง บพท.ร่วมกับสถาบันวิชาการศึกษาค้นคว้าเป็นสารตั้งต้น

ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้แจงว่า การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ”พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติฉบับที่ 14” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีเป้าหมายหลักต้องการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากหลายภาคส่วน ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณาจารย์นักวิจัยจากสถาบันวิชาการ 19 แห่งใน 20 จังหวัด องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคธุรกิจ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางมาตรการที่เป็นรูปธรรม สำหรับนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในช่วงปี พ.ศ.2570-2574 โดยใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง บพท.ร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย และสถาบันวิชาการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ซึ่งมีข้อค้นพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศ จำนวน 303,444 ครัวเรือน จำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระดมความคิดเห็น

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ ออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ ประกอบด้วยกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม คือ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสกัดข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็น จากทุกกลุ่ม หลอมรวมเป็นชุดข้อมูลเพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ”

ดร.กิตติ กล่าวด้วยว่า โจทย์สำคัญหลายประเด็นที่คาดหวังอยากให้มีคำตอบให้ชัดเจนในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน หรือครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด และเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะอยู่ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกกระบวนการพัฒนาอย่างไร

“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”

โอกาสเดียวกันนี้ นายเอ็นนู  ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าข้อมูลจากการผสมผสานความรู้จากงานวิจัย ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์เข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2570 จะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ หรือ “Area Base” บนความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในพื้นที่ แตกต่างไปจากแผนพัฒนาฯก่อนหน้านี้ที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น หรือ “Issue-based”

“กระบวนการทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะมีความแตกต่างไปจากการทำแผนก่อนหน้านี้ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนหลายภาคส่วน หลายกลุ่มอาชีพ มีส่วนร่วมแสดงความเห็น เสนอแนะอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งเน้นให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์ “

ฐานข้อมูลงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ 20 จังหวัดยากจนที่สุด ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ปัตตานี  อำนาจเจริญ  แม่ฮ่องสอน  ชัยนาท  สุรินทร์  ยโสธร  ศรีสะเกษ  สกลนคร  มุกดาหาร  กาฬสินธุ์  บุรีรัมย์  นราธิวาส  อุบลราชธานี  ลำปาง  พัทลุง  นครราชสีมา  ร้อยเอ็ด  พิษณุโลก  เลย  และยะลา

แสดงความคิดเห็น