เล่นกับทำการเมือง

เล่นการเมืองเพื่อตัวเองและพรรคพวกยังเป็น กระแสหลักมากกว่าทำการเมืองเพื่อประชาชน

เล่นการเมืองด้วยการเลือกตั้ง การหาเสียง การด่าว่าฝ่ายตรงข้าม การแย่งชิงงบประมาณเพื่อตัวเองและพรรคพวก การโกงงบประมาณแผ่นดิน การโกหกว่าทำเพื่อประชาชนหรือมีอะไรให้ผมรับใช้บ้าง? เป็นการเมืองที่ไม่มีอนาคต
ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราเป็นเล่นการเมืองแบบนี้ จึงเป็นวงจรอุบาทว์ที่มีเลือกตั้ง มีรัฐบาลโกงกินแล้วมีรัฐประหาร วนเวียนไปมากว่า 80 ปี และยังหาทางปฏิวัติหรือปฏิรูปให้ดีกว่านี้ไม่เจอ ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ตาม รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะหลุดพ้นจากการเล่นการเมืองไปได้อย่างไร
ทำการเมืองเพื่อประชาชนจริงจัง ด้วยการมีนโยบายที่ดี มีแผนงาน โครงการ กิจกรรม งบประมาณ กลไก เพื่อประชาชนจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องมีศาสตร์และศิลป์
ความพยายามผลักดันนโยบายสาธารณะที่ดี ทำให้ผมไปร่วมทีมที่ปรึกษาจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงในปี พ.ศ.2540 รัฐมนตรีมหาดไทยขึ้นไปประกาศ “ของในให้นำออก ของนอกอย่านำเข้า” อันหมายถึง ให้นำผลิตภัณฑ์/ผลผลิตจากชุมชนออกไปขายของนอก ไม่ให้เอาสินค้าจากภายนอกชุมชนเข้ามามากเกินไป
“เงินในอย่านำออก เงินนอกให้นำเข้า” ชาวบ้านในชุมชนต้องมีเงินจากภายนอกเข้ามามากๆเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินและมีรายได้พึ่งตัวเองได้ ส่วนเงินในต้องไม่นำออกไปมาก ทุกวันนี้คนในชุมชนเอาเงินออกไปหมดจนต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินนอกเข้ามาน้อยมาก เศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่เกิด
การประกาศยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงดีมาก แต่ระหว่างที่รัฐมนตรีอ่านคำประกาศไป ทีมที่ปรึกษาส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ซี7-8 ภายหลังเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการ กันหมด กับทีมวิชาการ พวกเขาผลักดันให้ทำ “ลานค้าชุมชน” โดยเอาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใกล้หมดอายุจากบริษัทยักษ์ใหญ่สองแห่ง มาระบายขายทุกหมู่บ้านและสร้างลานค้าชุมชนขึ้น ใช้งบประมาณไปมหาศาล อ้างว่าชาวบ้านจำเป็นต้องใช้สินค้าเหล่านี้
เศรษฐกิจพอเพียงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกวันนี้ทุกรัฐบาลประกาศเป็นนโยบาย แต่มีแค่ป้ายโฆษณา ประชาสัมพันธ์ มีประชุม อบรม สัมมนา พาดูงาน ไม่มีงบประมาณ กลไกและแผนงานไปสนับสนุนชาวบ้านรายครัวเรือนและชุมชนอย่างจริงจัง
เมื่ออีกรัฐบาลหนึ่งเข้ามาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ชวนผมร่วมทีมที่ปรึกษา และเสนอนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน
“อาจารย์สมพันธ์ อำนาจอยู่ในโต๊ะรัฐมนตรีนี้แล้ว อาจารย์อยากทำอะไรได้เลย” ผมจึงเข้าออกกระทรวงทุกสองอาทิตย์และอบรมข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัด ทุกอาทิตย์ เป็นเวลากว่าสองปี แต่รัฐมนตรีก็ยังมีคนใหญ่กว่าทั้งนายกรัฐมนตรี นายทุนและข้าราชการ นโยบายดีๆจึงเกิดได้ไม่ง่ายนัก
ผลสุดท้ายไม่สามารถสู้กับการทำการเกษตรและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อนายทุน นักการเมืองและข้าราชการได้ การเกษตรสารเคมี การบุกรุกทำลายป่า การแย่งชิงที่ดินไปจากชาวบ้าน ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เล่นการเมืองเพื่อตัวเองและพรรคพวกยังเป็นกระแสหลักมากกว่าทำการเมืองเพื่อประชาชน

โดย:ดร.สมพันธ์ เตชะอธิก

Facebook Comments