เสียงส่วนน้อยเป็นตัวถ่วง จริงหรือ?

ในวันที่เราพูดคุยเรื่องประเทศไทย 4.0 ที่จะเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ คือจะต้องศึกษาผลกระทบของการพัฒนาที่มีต่อสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบและครบทุกด้าน รวมไปถึงเสียงส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยหรือเป็นผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการพัฒนาด้วย

เมื่อมีการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลายครั้งการพัฒนาที่ว่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับฉันทามติจากคนจำนวนมาก แต่สิ่งที่เรามักพบอยู่เสมอคือแม้การเปลี่ยนแปลงโดยใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสินแต่ก็ยังมีเสียงโอดครวญหรือเกิดการต่อต้านอยู่ นี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า มันมีอะไรที่ผิดหรือไม่? ทำอย่างไรเราจะพัฒนาไปข้างหน้าได้ โดยที่ไม่ต้องบังคับใครให้ต้องเสียสละโดยไม่เต็มใจ?

เมื่อเกิดความขัดแย้งจากการพัฒนา แนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาแก้ปัญหาคือการประนีประนอม ซึ่งก็คือการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มีความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ในการจัดสรรผลประโยชน์ดังกล่าว สามารถเกิดผลลัพธ์ได้ 3 ทาง ดังนี้

  1. มีผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียว (Win/Lose) กรณีนี้เกิดขึ้นเสมอในสังคม ด้วยความมีอยู่จำกัดของทรัพยากรรวมทั้งการขาดกระบวนทัศน์ (Paradigm) ที่ดีของผู้ไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ ทำให้หลายครั้งฝ่ายที่ต้องการผลประโยชน์ก็ใช้เสียงส่วนใหญ่หรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือให้เกิดความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน จึงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องจำยอมเสียผลประโยชน์ (หรือไม่ได้รับประโยชน์ร่วม) และหากฝ่ายที่แพ้เป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองน้อย เช่น เป็นชาวบ้านหรือผู้มีรายได้น้อย การต้องยอมจำนนในกรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่ควรเกิดขึ้น

  2. ทุกฝ่ายแพ้ (Lose/Lose) กรณีนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ จนเสียโอกาสที่จะพัฒนาและในที่สุดก็ไม่มีใครได้รับประโยชน์ใดๆ จากการพัฒนานั้น หรืออีกกรณีคือเกิดความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงอันนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่ส่งผลดีต่อผู้ใด

  3. ทุกฝ่ายชนะ (Win/Win) กรณีนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ในอุดมคติ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายอย่างยุติธรรมเป็นที่น่าพอใจ การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องหาแนวทางที่จะจัดสรรผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม โดยให้สิทธิ์ทุกฝ่ายได้พิจารณาแนวทางร่วมกัน

การจัดสรรผลประโยชน์แบบ Win/Win นี้ สอดคล้องกับที่วิสุทธิ์ โพธิแท่น ได้ให้ความหมายของ แนวคิดหลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) และหลักการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ไว้ว่า “ระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองโดยประชาชนส่วนใหญ่ จึงให้ความสำคัญกับหลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ในการตัดสินข้อขัดแย้งทุกระดับ โดยหลักการเสียงข้างมากหมายความว่า การตัดสินใจใดๆ ของกลุ่มหรือคณะบุคคล หลังจากที่ได้มีการปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นพอสมควรแล้ว ก็ให้ตัดสินเป็นข้อยุติโดยถือเสียงข้างมากเป็นเสียงชี้ขาด เพื่อให้สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หลักการเสียงข้างมาก (Majority Rule) ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้วิธีการใดๆ ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้องตน แต่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด เพื่อสร้างสังคมทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยฝ่ายเสียงข้างน้อย (Minority Right) จะต้องได้รับความคุ้มครอง ขณะที่ต้องยอมรับฟังจากเสียงส่วนใหญ่ไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคม”

เราอาจคุ้นเคยกับการใช้เสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งมาโดยตลอด แต่จะเห็นว่าการใช้วิธีการข้างต้นอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนโดยแท้จริงก็เป็นได้ นั่นเป็นเพราะเสียงข้างน้อยได้กลายเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังการพัฒนา และซ้ำร้ายเมื่อเสียงส่วนน้อยพยายามจะปกป้องสิทธิ์ของตนก็กลับถูกมองเป็นตัวถ่วง ทำอย่างไรเสียงข้างมากจะเป็นเสียงที่เป็นธรรมและเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย? และทำอย่างไรคนในสังคมจะร่วมกันรับฟังและหาทางออกที่เป็นธรรม ให้ทุกๆ เสียงได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด บางทีการ “ฟัง” ซึ่งกันและกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างความเข้าใจ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม 4.0

 

Facebook Comments