EP.7: 🔥เจาะลึกเขต 6 ขอนแก่น: สงครามล้างตา “74 คะแนน”! เมื่อ “เสี่ยหนุ่ม” ไม่ย้ายตามเอกราช ด้านเพื่อไทยแชมป์เก่าเปลี่ยนม้าก่อนเริ่มศึก ส่วนพรรคส้มเปลี่ยนตัวส่ง “เฮียโอ๋“

รายละเอียดผลการเลือกตั้งและสถิติคะแนนรายบุคคล เลือกตั้ง ปี 2566

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ปรากฏผลคะแนนที่สร้างความฮือฮาในระดับประเทศ เมื่อนายสิงหภณ ดีนาง จากพรรคเพื่อไทย สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ด้วยคะแนนที่เบียดเอาชนะคู่แข่งไปเพียง 74 คะแนนเท่านั้น 2 ตัวเลขส่วนต่างที่น้อยยิ่งกว่าจำนวนบัตรเสียในหน่วยเลือกตั้งเพียงไม่กี่หน่วยนี้ สะท้อนถึงภาวะ “การแบ่งขั้ว” (Polarization) ของฐานเสียงระหว่างฝ่ายที่ยึดโยงกับอุดมการณ์พรรคระดับชาติและฝ่ายที่นิยมในผลงานและการเข้าถึงพื้นที่ของตัวบุคคล

ผลการนับคะแนนผู้สมัคร สส. เขต 6 ขอนแก่น (นับครบ 100%)

ลำดับ หมายเลข ชื่อผู้สมัคร สังกัดพรรค คะแนนเสียง สัดส่วน (%)
1 5 นายสิงหภณ ดีนาง พรรคเพื่อไทย 29,293 33.84%
2 1 นายวิศรุต ปู่เพ็ง พรรคภูมิใจไทย 29,219 33.76%
3 11 นายสานิตย์ พระโบราณ พรรคก้าวไกล 16,543 19.11%
4 7 นายสำราญ ศรีภา พรรคพลังประชารัฐ 7,321 8.45%
5 4 นางสาวเพชรมณีย์ สันติเมทนีดล พรรครวมไทยสร้างชาติ 1,823 2.10%
6 6 นายกิตติคุณ สิงทัน พรรคเสรีรวมไทย 571 0.65%
7 15 นายปรัชญา สงลา พรรคไทยสมาร์ท 388 0.44%
8 2 นายพันศักดิ์ คงแสง พรรคประชาธิปัตย์ 345 0.39%

1

ความพ่ายแพ้ของนายวิศรุต ปู่เพ็ง จากพรรคภูมิใจไทยต่อพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเพียง 74 คะแนน (29,293 ต่อ 29,219) ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยสามารถรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกลยุทธ์ “การเมืองท้องถิ่นประยุกต์” นายวิศรุตซึ่งมีดีกรีเป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) ขอนแก่น เขตอำเภอชุมแพ มีความได้เปรียบในการเข้าถึงระดับหมู่บ้านและเครือข่ายผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งระบบแบ่งเขต 9 ขณะที่นายสิงหภณ ดีนาง อาศัยพลังของ “แบรนด์เพื่อไทย” และนโยบายเศรษฐกิจภาพรวมในการตรึงฐานเสียงส่วนใหญ่ไว้ได้ในนาทีสุดท้าย 2

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือบทบาทของพรรคก้าวไกล โดยนายสานิตย์ พระโบราณ ที่คว้าไปได้ถึง 16,543 คะแนน 2 คะแนนส่วนนี้ส่วนใหญ่มาจากคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองและผู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากวิเคราะห์ในเชิงลึก คะแนนของพรรคก้าวไกลคือ “คะแนนที่ถูกตัด” ออกมาจากฐานเสียงเดิมของฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย) หากไม่มีตัวแปรจากพรรคก้าวไกล ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในเขตนี้ย่อมจะขาดลอยกว่าที่เป็นอยู่ แต่เมื่อมีการแบ่งคะแนนออกเป็นสามขั้ว (Three-way race) จึงทำให้ส่วนต่างระหว่างอันดับ 1 และ 2 แคบลงจนถึงจุดวิกฤต

การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์: 2562 สู่ 2566

หากพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในระยะ 4 ปี พื้นที่อำเภอชุมแพและภูผาม่านมีการเปลี่ยนผ่านของดุลอำนาจที่สำคัญ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 (เขต 7 เดิม) พรรคเพื่อไทยโดยนายธนิก มาสีพิทักษ์ เคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมให้กับนายสมศักดิ์ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งในเวลานั้น พรรคพลังประชารัฐใช้ยุทธศาสตร์การเข้าถึงพื้นที่และทรัพยากรรัฐในการคว้าชัยชนะ

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2566 พรรคพลังประชารัฐกลับลดบทบาทลงอย่างมาก โดยนายสำราญ ศรีภา ได้คะแนนเพียง 7,321 คะแนน หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 8.45 เท่านั้น  สาเหตุหลักมาจากการย้ายขั้วของกลุ่มทุนและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นขอนแก่น (ตระกูลช่างเหลาและพันธมิตร) จากพรรคพลังประชารัฐไปยังพรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ  ทำให้ฐานเสียงจัดตั้งเดิมของพรรคพลังประชารัฐถูกถ่ายโอนไปยังพรรคภูมิใจไทยแทบทั้งหมด ส่งผลให้นายวิศรุต ปู่เพ็ง กลายเป็นผู้ท้าชิงหลักแทนที่พรรคพลังประชารัฐเดิม   

การที่พรรคเพื่อไทยสามารถทวงคืนพื้นที่นี้กลับมาได้สำเร็จ (แม้จะหวุดหวิด) จึงถือเป็นการล้างตากับขั้วรัฐบาลเดิม และเป็นการพิสูจน์ว่า “กระแสประชาธิปไตย” ในภาคอีสานยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นการรุกคืบของกลุ่มอำนาจเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับความสดใหม่ของพรรคก้าวไกลที่เข้ามาแบ่งแชร์ตลาดผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายเสรีนิยมไปเป็นจำนวนมาก  

เขตเลือกตั้งที่ 6 (อ.ชุมแพ, อ.ภูผาม่าน, อ.สีชมพู บางส่วน) คือสมรภูมิที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ใช่เพราะจำนวนประชากร แต่เพราะผลแพ้ชนะที่ตัดสินกันด้วยเศษเสี้ยวของคะแนนเพียง 74 เสียง การเลือกตั้งปี 2569 ที่จะถึงนี้ สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อน เมื่อ “ความแค้นส่วนตัว” ผสมโรงกับ “ความขัดแย้งของขั้วอำนาจ” และ “การเปลี่ยนผ่านของสังคมเมือง”

📊 ถอดรหัส “74 คะแนน” และปรากฏการณ์ “แยกบัตร” (Split Ticket)

หากย้อนดูสถิติปี 66 เราจะเห็นความจริงที่น่าตกใจ:
  • พรรคเพื่อไทย (ทนายกี้): คะแนนเขต 29,293 / คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 37,772
  • พรรคภูมิใจไทย (เสี่ยหนุ่ม): คะแนนเขต 29,219 / คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 4,480
  • พรรคก้าวไกล (สมัยนั้น): คะแนนเขต 16,543 / คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 29,426
.

🔴 แชมป์เก่า “เพื่อไทย” ทนายกี้ สิงหภณ ดีนาง

เขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอภูผาม่าน อำเภอชุมแพ และอำเภอสีชมพู “ทนายกี้” สิงหภณ ดีนาง แชมป์เก่า สองสมัยจาก “เพื่อไทย” เป็นอดีตคนสนิทของ “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภาที่วางมือทางการเมืองไป เขาได้รับชนะเป็นส.ส.สองสมัย แต่คราวที่แล้วชนะแบบเฉียดฉิวด้วยคะแนน 29,293 เฉือน “เสี่ยหนุ่ม” วิศรุต ปู่เพ็ง จาก “ภูมิใจไทย” 29,219 คะแนน
การนับคะแนนวันเลือกตั้งช่วงห้าทุ่ม “เสี่ยหนุ่ม” ชนะ 200 คะแนน เตรียมฉลองชัยชนะแล้ว แต่ปรากฏว่า เมื่อนับคะแนนจบหกทุ่มม คะแนนของ “ทนายกี้” กลับพลิกขึ้นมาเฉือนชนะไปเพียง 74 คะแนน โดยมีคำอธิบายว่าเป็นคะแนนที่มาจากการเลือกตั้งนอกอาณาจักร
แต่ แต่🧐มีรายงานล่าสุดเข้ามาว่า “เพื่อไทย” ได้ประเมินสถานการณ์ออกมาว่า คะแนนที่ “ทนายกี้” สิงหภลเฉือนชนะ “เสี่ยหนุ่ม” วิศรุต เพียง 74 คะแนน ในการเลือกตั้งคราวที่แล้ว อาจจะเสี่ยงเกินไป ในการเลือกตั้งคราวนี้ อาจจำต้องเปลี่ยนตัวเล่นใหม่ในเขตนี้เป็น “น้องพลอย” พลอยไพลิน เกียรติสุรนนท์ ซึ่งเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของ “ขุนฆ้อน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ลงสู้ศึกแทน….ความเข้มข้นในการต่อสู้น่าจะดุเดือดมากยิ่งขึ้นแน่นอน

เพื่อไทยแก้เกมเดือด! ส่อเปลี่ยนม้ากลางศึกเขต 6 ส่ง “พลอยไพลิน” ทายาท “ขุนค้อน” สกัด “เสี่ยหนุ่ม” ปิดจุดอ่อน 74 คะแนน

.

🔵 ดราม่าบ้านใหญ่: “เสี่ยหนุ่ม” วิศรุต ปู่เพ็ง ผู้ยอมหัก “เอกราช”

เมื่อแพ้การเลือกตั้ง ส.ส. “เสี่ยหนุ่ม” ก็เบนเข็มมาสมัครได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ. “เสี่ยหนุ่ม” เป็นลูกชายของ “สมพงษ์ ปู่เพ็ง” อดีต ส.อบจ.หลายสมัย แม้จะวางมือทางการเมืองไป แต่เขาเป็นคนใกล้ชิดและอยู่กับ “เอกราช ช่างเหลา” มายาวนานนับแต่ “เอกราช” เริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองครั้งแรก
เมื่อ “เอกราช” ย้ายมาสังกัด “กล้าธรรม” ก็หมายมั่นว่า “เสี่ยหนุ่ม” ซึ่งเป็นลูกชายของคนสนิทจะย้ายตามมาร่วมทีม “กล้าธรรม” ด้วย
ทว่า…”เสี่ยหนุ่ม” เลือกที่จะอยู่กับภูมิใจไทย เช่นเดิม เขาได้รับการสนับสนุนจากบ้านใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีมหาดไทย ทำให้สามารถดึงงบประมาณลงมาช่วยหาเสียงในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดย “เสี่ยหนุ่ม” ยังมีพี่สาว ส.อบจ.ฝ้าย “ชนิตา ปู่เพ็ง “ เป็นส.อบจ.ในพื้นที่ โดยการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้มีข่าว “เอกราช” ไม่ค่อยพอใจมากนัก ได้ตัดงบประมาณในการทำงานในพื้นที่โค้วต้าส.อบจ.ขอนแก่นทั้งหมด
.

🟠 พรรคประชาชน : “เฮียโอ๋“ อภิชัย ชาตะมีนา แทน นายสานิตย์ พระโบราณ สมัยพรรคก้าวไกล

อย่างไรก็ตาม อำเภอชุมแพ มีสถานะเป็นอำเภอใหญ่ มีชนชั้นกลางมีความรู้และคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ต้องระวัง “ม้ามืด” พรรคส้ม อาจจะสร้างกระแสดันผู้สมัครของตนเองเข้าได้เช่นกัน
“เสี่ยโอ๋” อภิชัย ชาตะมีนา เป็นทายาทเจ้ากิจการโรงสีปอแหลมทอง แต่ไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประสบความสำเร็จที่จังหวัดชลบุรี เป็นนักธุรกิจที่มีความสนใจการเมืองมานาน โดยเฉพาะปัญหาทางการเกษตร เนื่องจากที่บ้านทำโรงสีและพื้นที่อำเภอชุมแพ บ้านเกิดเป็นพื้นที่เกษตร ที่มีทั้ง ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง
เขาลงพื้นที่ทำงานเก็บข้อมูลแบบเงียบ ๆ ก่อนเปิดตัวกับกลุ่มเกษตรกรมานานพอสมควรและยังทำงานทางความคิดกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ กระทั่งพรรคส้ม ชัดเจนว่าเลือกเขาลงสมัคร จึงได้เริ่มเปิดตัวผ่านโซเซียลมีเดีย โดยมีแนวคิดในการทำงานต้องการเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ
.

🟢 พลังประชารัฐ: “ส.จ.สำราญ” สำราญ ศรีภา ตัวแปรตัดแต้ม

เจ้าของโรงเรียนเอกชน สายตรง “ลุงป้อม” ฐานเสียงแน่นในกลุ่มผู้ปกครองและครู ขอลงอีกครั้งหลังจากครั้งก่อนทำคะแนนไปได้ 7,321 คะแนน มาเป็นอันดับ 4 อาจจะไม่ถึงแชมป์ แต่ตัดคะแนนคู่แข่งได้เจ็บแสบแน่นอน!
.
⚔️ บทสรุป: ศึกนี้คือ “สงคราม 4 เส้า” ใครจะเข้าวิน?
ทนายกี้ (แชมป์เก่าดวงแข็ง)
เสี่ยหนุ่ม (นักรบผู้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง แต่กระสุนส่วนตัวเพียบ)
เฮียโอ๋ (นายทุนส้มสายเปย์)
ส.จ.สำราญ (ครูใหญ่ใจถึง)
.
เขตอำเภอชุมแพ อาจจะไม่ใช่พื้นที่จัดตั้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ความที่ชุมแพมีสภาพความเป็นเมืองสูง กระแสพรรคส้มและบุคคลเด่นทำให้มีโอกาสเบียดเข้ามาได้เช่นกัน หากตัวเต็งข้างต้นประมาท
ชาวชุมแพคิดว่ารอบนี้ “เสี่ยหนุ่ม” จะล้างตาสำเร็จ หรือ “เฮียโอ๋” จะคว้าพุงไปกิน? คอมเมนต์มาคุยกัน! 👇
แสดงความคิดเห็น